25 พฤศจิกายน 2553

ข้อมูลย้อนกลับจากนักศึกษา ครั้งที่ 1-2 ภาคการศึกษา 2/2553


ความรู้สึกที่ได้เรียนวิชานี้ สัปดาห์ที่ 2 วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน 2553 เวลา 9-20 น. – 12.00 น.

ความรู้ที่ได้หลังการเรียน : ฝึกให้เป็นคนที่รู้จักกล้าที่จะคิด ออกความเห็น กับเพื่อน ๆ ในกรณีที่ทำงานกลุ่ม รู้จักลำดับเหตุการณ์จากความสำคัญมากที่สุดไปน้อยที่สุด ฝึกให้เป็นคนที่รู้จักสังเกตตนเองในแต่ละวันว่าตัวเราเองได้ทำอะไรไปบ้าง
ความรู้สึกที่มีในการเรียน : รู้จักแบ่งปัน กล้าที่จะออกความคิดเห็นในการอภิปรายกลุ่ม ความรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย
สิ่งที่เกิดความคิดในการที่จะนำไปพัฒนาตน : จะนำไปพัฒนาตนในด้านงานที่ได้รับมอบหมายว่าจะต้องมีความรับผิดชอบและส่งงานให้ตรงตามเวลาที่อาจารย์กำหนด สังเกตพฤติกรรมของตนเองในแต่ละวันว่าทำอะไรไปบ้าง
นางสาวณัฐณิชา นำเจริญ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ

ความรู้สึกที่ได้เรียนวิชานี้ สัปดาห์ที่ 1
1. ความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังเรียน
ตอบ เริ่มคิดว่า เอ ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตให้เกิดคุณค่าแล้วหรือยัง
มีคนอื่นที่เขาทุกข์กว่าเราอีก เขายังก้าวผ่านไปได้เลย
แล้วเราละทำไม่จะต้องมาท้อกับเรื่องเล็กๆน้อยๆด้วย
ความผิดพลาดสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ เราควรเอาความผิดพลาดนั้นมาเป็นครู

2. ความรู้สึกที่มีในสามคาบเรียนนี้
ตอบ ก็ดีนะคะ มีทำกิจกรรมเลยไม่น่าเบื่อ สนุกดีค่ะ

3. สิ่งที่นักศึกษาเกิดความคิด(idea)ที่จะนำไปพัฒนาตนเอง
ตอบ การดูแลตนเอง ให้ทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะมากขึ้น
ออกกำลังกายบ้างเป็นบางครั้งเพื่อสุขภาพ

นางสาว จันทราแก้วพรายตา เอกคณิตศาสตร์

11 พฤศจิกายน 2553

สัปดาห์ที่ 2 องค์รวมพฤติกรรมมนุษย์ (ประมวลภาพ)























ฝึกการวิเคราะห์เพื่อ รู้จักเข้าใจมนุษย์ ในแต่ละด้าน

สรุปภาพรวมเพื่อทำความรู้จักองค์รวมของมนุษย์

นำเสนอกิจกรรม ฝึกทักษะการนำเสนอ และบุคลิกภาพที่เหมาะสม




















09 พฤศจิกายน 2553

สัปดาห์ที่ 1 ปฐมนิเทศ สัปดาห์ที่ 2 บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์

ภาพกิจกรรมการเรียนการสอนและการนำเสนองาน

หมู่เรียน521413601 ,531240601 และ 531220801 นักศึกษาแต่ละหมู่เรียน เคารพในความแตกต่าง เป็นผู้เรียนที่ดี และตั้งใจนำเสนอได้ดีมาก

เริ่มงานชิ้นแรก การเขียนบันทึกประจำวัน (สังเกตและบันทึกพฤติกรรมเพื่อการเรียนรู้ตนเอง)


















29 ตุลาคม 2553

ต้อนรับนักศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553


ต้อนรับเปิดภาคการศึกษา
1 พ.ย. 2553

ปิดภาคการศึกษา 1/2553

ภาพรวมของนักศึกษาเกิดการเรียนรู้ในการพัฒนาตนป็นองค์รวม ดีพอใช้ถึงดีมาก
- นักศึกษาสามารถตระหนักถึงการดูแลคุณภาพชีวิตเป็นองค์รวม และพัฒนาตามโปรแกรมได้
- นักศึกษารู้วิธีสร้างมนุษยสัมพันธ์เบื้องต้นได้ และมีทักษะการแสดงออกอย่างเหมาะสม
- นักศึกษามีความรับผิดชอบสูงขึ้น

29 กันยายน 2553

ประกาศข่าว รายวิชา 2500101







1.นักศึกษาที่ส่งผลงานไม่ครบ เช่น รายงานโครงการพัฒนาตน (25 คะแนน) และรายงานมนุษยสัมพันธ์ ให้ส่งงานวันสุดท้ายวันที่ 1 ตุลาคม 2553 ถ้าไม่พบหลังจากนั้น จะให้ผลการเรียนไม่สมบูรณ์ (I) ไว้ และให้นักศึกษานำมาส่งก่อน เปิดภาคเรียนที่ 2/2553 มิเช่นนั้นอาจารย์ผู้สอนจะให้ระดับผลการเรียน ตามคะแนนที่มีอยู่
2.สอบปลายภาคมีทั้งข้อสอบ ปรนัย และอัตนัย สอบวันที่ 6 ตุลาคม 2553 พึงระลึกว่าให้แข่งกับตนเอง ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องแข่งกับคนอื่น หากนักศึกษาทำได้ ซึ่งแสดงว่ามีการเรียนรู้และมีความรู้เกิดขึ้นตามจุดประสงค์รายวิชา คะแนนก็จะได้ตามเกณฑ์ที่วางไว้

18 กันยายน 2553

บทที่ 10 การสร้างความสุข และวิธีการสร้างสุขตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง


บทความหลักการสร้างความสุขสำหรับชีวิต
โดย อ.ปรเมศร์ กลิ่นหอม

การปฏิบัติตัวตามหลักพระพุทธศาสนาซึ่งสามารถปฏิบัติตามได้ง่ายโดยไม่พิสดารเพื่อสร้างความสุข หลักนั้นคือความสุขของคฤหัสถ์ ซึ่งเป็นความสุขทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับนักศึกษาเพื่อการเตรียมตัวทำงานในอนาคต ผู้เขียนจึงนำหลักการนั้นมาใว้ให้นักศึกษาแต่ละคนฝึกปฏิบัติต่อไปให้สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน โดยเรียงตามลำดับดังนี้ คือ
1. อัตถิสุข สุขเกิดจากการมีทรัพย์ ความสุขสิ่งแรกที่ต้องทำ คือ การทำงาน สร้างฐานะ เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์ (เงินทอง) อันจะบันดาลให้มีคามสุข โดยหากนักศึกษาจบการศึกษาหรือกำลังขาดแคลนทุนทรัพย์อยู่นั้นก็สามารถใช้แนวทางนี้คือให้ทำงานหาเงินเลี้ยงชีพ อย่าดูหมิ่นว่างานนั้นเงินน้อยหรือลำบากเพราะสิ่งที่ทำให้ดำรงอยู่ได้ล้วนมาจากการทำงานหาใช่การนั่ง นอน รอกินอย่างเดียวไม่ ขอเพียงให้งานนั้นเป็นงานสุจริตไม่เบียดเบียนผู้อื่นและไม่ผิดกฏหมายศีลธรรม
2. โภคสุข สุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ เมื่อมีทรัพย์ ต้องรู้จักใช้จ่ายบำรุงตนเอง ครอบครัว ให้พอเหมาะพอควร ไม่ตระหนี่เกินไป ไม่ฟุ่มเฟือยเกินไป คือ ไม่เกินตัว และให้มีเหลือเก็บไว้บ้าง หลักง่ายๆคือ แบ่งเป็น 4 ส่วน 1 ส่วนใช้ดูแลตนเองและทำบุญ 2 ส่วนใช้ในการทำธุรกิจหรือนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม 1 ส่วนใช้ออมทรัพย์ ทรัพย์เหล่านั้นก็จะออกดอกผล และมีพอใช้ ทั้งนี้พึงระลึกถึงสิ่งสำคัญคือต้องพยายาม ทนต่อแรงยั่วยุกับอบายมุขที่ทำให้เสียทรัพย์ เช่น นักเลงพนัน สุรา เละเที่ยวกลางคืน เป็นต้น
3. อนณสุข สุขเกิดจากการไม่เป็นหนี้สิน เพราะฉะนั้น อย่าพยายามก่อหนี้ยืมสินผู้อื่น นอกจากจะดอกเบี้ยทวีคูณแล้ว ผู้เป็นหนี้ย่อมทุกข์ทนจากการถูกเจ้าหนี้บีบบังคับ อาจทำให้เครียด หรือเป็นไมเกรนได้โดยง่าย
4. อนวัชชสุข สุขเกิดจากการประกอบอาชีพสุจริต การทำงานหาเลี้ยงชีพ ต้องเป็นงานที่ต้องสุจริตไม่ผิดกฎหมาย ไม่สร้างความเดือดร้อนให้สังคม งานครู งานอบต.และอาชีพอื่นๆที่ทำแล้วไม่เกี่ยวการฆ่า ไม่เกี่ยวกับการผิดศีลธรรมอื่นๆ ที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน อาชีพนั้นเป็นอาชีพที่นำความสุขมาให้
นอกจากนี้หากจะดำรงตนให้อยู่ในหลักความสุข 4 อย่าง ที่กล่าวไปแล้วนั้นจำเป็นต้องเพิ่มการฝึกตนให้อยู่ในฆราวาสธรรมหรือหลักปฏิบัติของชาวบ้านที่ทำให้เดินในทางแห่งความสุข ดังที่ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต).(2546).ระบุไว้ดังนี้
1.สัจจะ คือ ความจริง, ซื่อตรง, ซื่อสัตย์, จริงใจ, พูดจริง, ทำจริง
2.ทมะ คือ การฝึกฝน, การข่มใจ, ฝึกนิสัย, ปรับตัว, รู้จักควบคุมจิตใจ, ฝึกหัดดัดนิสัย แก้ไขข้อบกพร่องปรับปรุงตนให้เจริญก้าวหน้าด้วยสติปัญญา (วิธีการพัฒนาตนก็อยู่ในหลักธรรมข้อนี้)
3.ขันติ คือ ความอดทน ตั้งหน้าทำหน้าที่การงานด้วยความขยันหมั่นเพียร เข้มแข็ง ทนทาน ไม่หวั่นไหว มั่นในจุดหมายไม่ท้อถอย
4.จาคะ คือ ความเสียสละ, สละกิเลส สละความสุขสบายและผลประโยชน์ส่วนตนได้ ใจกว้าง พร้อมที่จะรับฟังความทุกข์ ความคิดเห็นและความต้องการของผู้อื่นพร้อมที่จะร่วมมือช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่คับแคบเห็นแก่ตนหรือเอาแต่ใจตัว
จากหลักธรรม 2 หลักการในเบื้องต้นสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตตาแนวเศรษฐกิจพอเพียงคือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาทโดยคำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผนการตัดสินใจและการกระทำ (อ้างอิงจาก http://nan.doae.go.th/nan09/genaral/phorpuing.htm)ในส่วนของความพอประมาณ (มีทรัพย์ ใช้จ่ายตามที่มี ไม่เป็นหนี้เกินตัวและนำทรัพย์นั้นมาประกอบอาชีพสุจริต)มีเหตุผล (แก้ไขข้อบกพร่องปรับปรุงตนให้เจริญก้าวหน้าด้วยสติปัญญา)และสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว (พูดจริง, ทำจริง,ปรับตัว, รู้จักควบคุมจิตใจ,อดทน,เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่) ข้อเพิ่มเติมที่สำคัญคือความพอเพียงของแต่ละคน แต่ละกลุ่ม แต่ละประเทสไม่เหมือนกัน จึงควรศึกษาให้รอบด้านก่อนนำมาลงมือทำ หากสามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตนักศึกษาก็จะพบความสุขตั้งแต่เริ่มลงมือทำจนความสุขในเป้หมายชีวิตสูงสุดได้ ขึ้นอยู่กับการกระทำของแต่ละคนครับ

อ้างอิง
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต).(2546).พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม .กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.
http://nan.doae.go.th/nan09/genaral/phorpuing.htm

13 กันยายน 2553

การจัดการความขัดแย้งและการทำงานเป็นทีม


การจัดการความขัดแย้งโดยใช้ภูมิปัญญาไทย
บทความโดย อ.ปรเมศร์ กลิ่นหอม


เมื่อคนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมาอยู่รวมกันการเป็นกลุ่มก็ถูกจัดตั้งขึ้นโดยอัติโนมัติ ทั้งกลุ่มแบบทางการและไม่เป็นทางการ การอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างอันมาจากพื้นฐานทางสังคมวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันจึงทำให้นำมาซึ่งความขัดแย้งได้ง่าย "ฉันเคยทำอย่างนี้" "แต่ฉันไม่เคยทำอย่างนี้" เพียงแค่สองประโยคนี้ อาจทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ทุกคนคาดไม่ถึง ดังนั้นการสร้างสรรค์พฤติกรรมที่เป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้ความขัดแย้งลดลงควรจะลงมือทำโดย (เรียม ศรีทอง,2542. น.307).
1.การเสริมกำลังใจ (Encouragement)ซึ่งแสดงออกจาก การให้ข้อมูลและความคิดเห็นอย่างนุ่มนวล สร้างสรรค์สิ่งใหม่และประสานเชื่อมโยงกับสิ่งที่มีอยู่เดิม
2.การเชื่อมสัมพันธ์ (Associated) ซึ่งแสดงออกจาก ประนีประนอม สร้างบรรยากาศอบอุ่น เป็นผู้รับฟัง เห็นด้วยและสนับสนุนตามความเป็นจริง
3.ลดลักษณะการทำลาย (Discoraging)ได้แก่ การก้าวร้าว ผูกขาด ขัดขวาง เฉยเมย และกีดกัน อันจะทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกันได้ง่าย
จากพฤติกรรมที่ควรสร้างขึ้นในกลุ่มทั้ง 3 อย่างนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงธรรมไว้สำหรับหมู่สงฆ์เพื่อให้เกิดความสามัคคี หลักปฏิบัตินั้นคือ "สารณียธรรม 6" ดังที่พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต,2546)ได้ระบุใว้ในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ว่า สารณียธรรม 6 (ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึง, ธรรมเป็นเหตุที่ระลึกถึงกัน, หลักการอยู่ร่วมกัน — states of conciliation; virtues for fraternal living) สาราณียธรรม ก็ใช้
1. เมตตากายกรรม (ตั้งเมตตากายกรรมในเพื่อนพรหมจรรย์ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ ช่วยเหลือกิจธุระของผู้ร่วมคณะด้วยความเต็มใจ แสดงกิริยาอาการสุภาพ เคารพนับถือกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง — to be amiable in deed, openly and in private)
2. เมตตาวจีกรรม (ตั้งเมตตาวจีกรรมในเพื่อนพรหมจรรย์ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ ช่วยบอกแจ้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ สั่งสอน แนะนำตักเตือนด้วยความหวังดี กล่าววาจาสุภาพ แสดงความเคารพนับถือกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง — to be amiable in word, openly and in private)
3. เมตตามโนกรรม (ตั้งเมตตามโนกรรม ในเพื่อนพรหมจรรย์ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือตั้งจิตปรารถนาดี คิดทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กัน มองกันในแง่ดี มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสต่อกัน — to be amiable in thought, openly and in private)
4. สาธารณโภคี (ได้ของสิ่งใดมาก็แบ่งปันกัน คือ เมื่อได้สิ่งใดมาโดยชอบธรรม แม้เป็นของเล็กน้อย ก็ไม่หวงไว้ผู้เดียว นำมาแบ่งปันเฉลี่ยเจือจาน ให้ได้มีส่วนร่วมใช้สอยบริโภคทั่วกัน — to share any lawful gains with virtuous fellows) ข้อนี้ ใช้ อัปปฏิวิภัตตโภคี ก็ได้
5. สีลสามัญญตา (มีศีลบริสุทธิ์เสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ มีความประพฤติสุจริตดีงาม ถูกต้องตามระเบียบวินัย ไม่ทำตนให้เป็นที่น่ารังเกียจของหมู่คณะ — to keep without blemish the rules of conduct along with one’s fellows, openly and in private)
6. ทิฏฐิสามัญญตา (มีทิฏฐิดีงามเสมอกันเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ มีความเห็นชอบร่วมกัน ในข้อที่เป็นหลักการสำคัญที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้น สิ้นทุกข์ หรือขจัดปัญหา — to be endowed with right views along with one’s fellows, openly and in private)
ธรรม 6 ประการนี้ มีคุณคือ เป็น สารณียะ (ทำให้เป็นที่ระลึกถึง — making others to keep one in mind) เป็น ปิยกรณ์ (ทำให้เป็นที่รัก — endearing) เป็น ครุกรณ์ (ทำให้เป็นที่เคารพ — bringing respect) เป็นไปเพื่อ ความสงเคราะห์ (ความกลมกลืนเข้าหากัน — conducing to sympathy or solidarity) เพื่อ ความไม่วิวาท (to non—quarrel) เพื่อ ความสามัคคี (to concord; harmony) และ เอกีภาพ (ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน — to unity)
จากหลักปฏิบัติดังกล่าวหากนำมาฝึกปฏิบัติเพื่อลดความขัดแย้งในกลุ่มแล้ว จำเป็นต้องมีหลักสำคัญในเบื้องต้นซึ่งจำเป็นต้องใช้อีกหลายด้าน คือ เมตตา ความเป็นมิตร ฯลฯ ทั้งนี้ทั้งนั้นความแตกต่างทางบุคลิกภาพของแต่ละคนก็อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งได้ โดยพบจากการศึกษาคุณลักษณะ (trait)ของมนุษย์พบว่ามีทั้งหมด 1,800 แบบ ที่แตกต่างกันไป ดังนั้น การจะให้มนุษย์มาอยู่รวมกันทั้ง 1,800 คน ให้พูดจาเหมือนกัน หรือทำในแบบอย่างเดียวกันทุกกระเบียดนิ้วคงจะทำได้ยากยิ่ง สิ่งที่ง่ายที่สุดคือลงมือฝึกฝนตนเองให้ใกล้เคียงกับหลัก สารณียธรรม 6 มากที่สุด เมื่อได้ผลเช่นไรนำมาเล่าให้ฟังบ้าง บางที่อาจจะดีกว่าวิธีอื่นก็ได้นะครับ

อ้างอิง
พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต).(2546).พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. พิมพ์ครั้งที่ ๑๒. กรมการศาสนา : กรุงเทพมหานคร.
เรียม ศรีทอง. (2540). มนุษยสัมพันธ์. สถาบันราชภัฏสวนดุสิต : กรุงเทพมหานคร.
เรียม ศรีทอง. (2542). พฤติกรรมมนุษยกับการพัฒนาตน. เธิร์ดเวฟ เอ็ดดูเคชั่น : กรุงเทพมหานคร.
ป. มหาขันธ์. (2534). คู่มือการพัฒนาคน. โอ. เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์ : กรุงเทพมหานคร.

30 สิงหาคม 2553

สรุปการเรียนรู้ 7 สัปดาห์

ความรู้สึกที่ได้เรียน ครั้งที่ 5 เรื่องการจัดการเวลา
ข้าพเจ้ารู้สึกสนุกและซาบซึ้งกับมิวสิคต่างๆที่อาจารย์ได้นำมาเสนอให้ดู รู้สึกอยากทำอะไรในสิ่งที่ไม่เคยทำมากขึ้น เพราะกลัวว่าเวลาจะไม่รอเรา และเรื่องเวลาสอนให้เรารู้ในหลายๆอย่างเช่นควรรีบทำสิ่งต่างๆก่อนที่จะสายเกินไป และเวลานั้นผ่านไปไวเหลือเกิน อยากขอบคุณอาจารย์ที่นำเสนอสิ่งดีๆ ให้แก่นักศึกษาทุกคนได้เรียนรู้แต่สิ่งดีๆ ทำให้เรารู้อะไรมากมายที่ผ่านมาในชีวิต ให้รู้ถึงความเป็นมนุษย์มากขึ้น และสุดท้ายก่อนที่จะไม่มีเวลาบอก อยากบอกว่าขอบคุณอาจารย์ที่สอนให้พวกเรารู้จักคำว่าเวลาค่ะ

นางสาวรัชฎาพร พลลุน 52141400124 หมู่เรียน 521414001
วันที่ 12 กรกฎาคม 2553 เวลา 13 นาฬิกา ห้อง 943

18 สิงหาคม 2553

การทวนสอบ ข้อสอบกลางภาค 1/2553

สอบกลางภาค 1 ปีการศึกษา 2553

คะแนนเต็ม 20 คะแนน นักศึกษาสอบได้คะแนนเฉลี่ย (mean) 12.5

- ข้อสอบปรนัย 40 ข้อ 5 ตัวเลือก 10 คะแนน เน้น ความจำ และความเข้าใจ
นักศึกษาทั้งหมด 188 คน สอบได้คะแนนสูงสุด 8 คะแนน 10 คน ได้คะแนนตำสุด 2 คะแนน จำนวน 2 คน

- ข้อสอบอัตนัย 5 ข้อ 10 คะแนน เน้น ความเข้าใจ นำไปใช้ และการวิเคราะห์ นักศึกษาสอบได้คะแนนสูงสุด 9 คะแนน จำนวน 8 คน ได้คะแนนต่ำสุด 3 คะแนน จำนวน 97 คน
ข้อสังเกต : จากการตอบคำถามพบว่าส่วนใหญ่ การวิเคราะห์ไม่ละเอียด ขาดการอ้างอิงหลักการ ส่วนการนำไปใช้อยู่ในเกณฑ์ดี

เหลือชิ้นงาน อีก 2 ชิ้นงาน ก่อนสอบปลายภาค คะแนนรวม 40 คะแนน

1. รายงานรายบุคคล โครงการพัฒนาตน 25 คะแนน ส่ง 14 กันยายน 2553 (power point นำเสนอ)

2. รายงานกลุ่ม การสร้างมนุษยสัมพันธ์และการสื่อสาร 10 คะแนน ส่ง 27 สิงหาคม 2553 (power point นำเสนอในคาบเรียน 5 คะแนน)

17 สิงหาคม 2553

หลักมนุษยสัมพันธ์ ตามทฤษฎีวิเคราะห์สัมพันธภาพระหว่างบุคคล (T.A.)

หลักเบื้องต้นก่อนจะสื่อสารเพื่อสนทนากับคนอื่น ให้ปรับทัศนคติของตัวเราก่อนคือ มองเห็นคนอื่นดี และยอมรับความเป็นจริงของคนอื่น ในขณะเดียวกันก็มั่นใจและ เชื่อมั่นในตนเองขณะสื่อสาร (I am O.K. You are O.K.)
เพราะถ้าไม่ปรับทัศนคติแล้ว ก็จะทำให้การสื่อสารเพื่อการสร้างมนุษยสัมพันธ์ เป็นไปในทางที่ล้มเหลว
เพราะการมองคนอื่นแบบฉันดี แต่คุณแย่ (I am O.K. You are not O.K.) การใล่ตำหนิคนอื่น หรือข่มจนเกินงาม จะทำให้การสื่อสารเพื่อสร้างมนุษยสัมพันธ์กับบุคคลอื่นเกิดการล้มเหลว นอกจากนี้การ มองตนเองแบบ ฉันแย่ คุณดี (I am not O.K. You are O.K.) ก็จะทำให้ด้อยค่าและรู้สึกหวั่นเกรงจนทำให้การสร้างมนุษยสัมพันธ์ล้มเหลวได้เช่นกัน และสิ่งที่ทำให้การสร้างมนุษยสัมพันธ์ล้มเหลวเร็วที่สุด คือฉันแย่ คุณแย่( I am not O.K. You are not O.K.) นั่นคือคุณกำลังใล่โทษคนอื่นและโทษตนเอง การสื่อสารก็จะแตกหักทันที

หลักมนุษยสัมพันธ์ตามแนวคิดจิตวิทยาตะวันออก (พระพุทธศาสนา)

พุทธวิธีครองใจคน สังคหวัตถุ 4
ที่มา:จุลสารบัณฑิตถาวร
(นะโมตัสสะภะคะวะโต อะระหะโต สัมมามัมพุทธัสสะ)

พุทธวิธีครองใจคน สังคหวัตถุ 4
เป็นธรรมดาที่ทุกคนต่างต้องการความรักจาก คนรอบข้างบ้างก็แสวงหาด้วยความน่ารัก บ้างก็แต่งตัวให้ดูดี บ้างพูดจาหวานหู เพื่อรียกร้องหาความรัก แต่วิธีการเหล่านี้ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเสมอไป น่าแปลกที่ว่าบางคนไม่จำเป็น ต้องทำตัวให้เด่นดัง ไม่ต้องแต่งหน้าทาปาก ไม่มียศตำแหน่งสูง แต่กลับเป็นที่รักของคนรอบข้างได้ จะมีวิธีการใดที่เราจะผูกมัดใจคน จะสามารถครองใจคน ได้อย่างถูกต้อง เคล็ดลับในการครองใจคน หรือ “พุทธวิธีครองใจคน”การทำให้คนรอบข้างรักเรา พระสัมมาสัมพุทฑเจ้าทรงสอนให้ปรับที่ตัวของเราเอง คือต้องทำตัวเราให้เป็นคนน่ารักเสียก่อน โดยการปฏิบัติตามสังคหวัตถุ4 ซึ่งเป็นการปฏิบัติ เพิ่อยึดเหนี่ยวน้ำใจกัน ทำให้เกิดความเคารพรักใคร่นับถือ เกรงอกเกรงใจกัน ไม่ว่าใครก็ตาม เมื่อมีหลักสังควัตถุ 4 นี้ก็จะทำให้ อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

สังคหวัตถุ 4 มีด้วยกัน 4 ประการคือ

1. ทาน คือ การให้

2. ปิยวาจา คือ การพูดถ้อยคำที่เป็นที่รัก

3. อัตถจริยา คือ การทำตนให้เป็นระโยชน์

4. สมานัตตา คือ การวางตนให้สม่ำเสมอ

ธรรมชาติของใจคนโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ที่ยังไม่หมดกิเลส จะมีความอยากของใจอยู่ ตลอดเวลา ใครก็ตามที่ช่วยให้เขาสมความอยากได้เขาก็พร้อมที่จะรักคนๆนั้น

1. ทาน คือ การให้ พอให้แล้ว เขาได้สิ่งที่เขาต้องการ เขาก็จะมีความรักเราขึ้นมา การให้ทาน ไม่ได้หมายถึงการให้วัตถุสิ่งของ หรือเรียกว่า อามิสทาน แต่งเพียงอย่างเดียว ยังหมายรวมถึง การให้ความรู้เป็นทานด้วย ถ้าเป็นความรู้ทางโลก เรียกว่า วิทยาทาน ถ้าเป็นความรู้ทางธรรมก็เรียก ธรรมทาน

นอกจากนี้ยังมีการให้ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ การให้อภัย ไม่ถือโกรธเคืองกัน มีจิตเมตตา ปรารถนาดีต่อกันหรือเรียกว่าอภัยทาน คนเราอยู่ด้วยกัน ก็เป็นธรรมดา ที่จะต้องมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง ขัดใจกันบ้าง แต่เมื่อขัดใจกันแล้วก็ควรต้องมีการให้อภัยกัน ให้เรามองแต่ข้อดีของเขาเยอะๆๆ แล้วความไม่พอใจ ก็จะค่อยๆ ลดลง จนหายไป เราก็จะมีแต่ความสุขใจ สบายใจ มีความรักความตตาที่พร้อมจะมอบให้กับทุกคน จะไปที่ไหนใครๆที่รัก

2. ปิยวาจา คือ การพูดถ้อยคำที่เป็นที่รัก คำพูดนี้มีความสำคัญมาก จะทำให้คนรักเรา หรือเกลียดเราก็ได้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงให้หลักการพูดไว้ ดังนี้

1.ต้องเป็นคำจริง (ไม่ใช่คำเล่าลือ หรือต่อเติมจนผิดไปจากความจริง)

2.เป็นคำสุภาพ ไพเราะอ่อนหวาน

3.พูดแล้วก่อให้เกิดประโยชน์

4.พูดด้วยจิตเมตตา

5.พูดถูกกาลเทศะ คือ ถูกเวลาและสถานที่

นอกจากการพูดจาไพเราะแล้ว จะต้องมีหางเสียงด้วย เช่น มีครับ มึค่ะ นี่เป็นการเพิ่มเสน่ห์ให้กับคนพูดได้เยอะเลยหลวงพ่อเคยเปรียบเอาไว้ว่า คำพูดที่ไพเราะมีหางเสียงนั้นก็เหมือนทองหยอดที่มีจะงอย หน่อยๆ ก็เหมือนถ้อยคำที่ไพเราะๆๆๆ เมื่อพูดไปแล้ว คำพูดก็หวาน มีหางเสียงเหนี่ยวใจคนให้มาติดอยู่ที่เรา

หากเรามีความจำเป็นที่จะต้องเตือนผู้อื่น ก็พอมีวิธีการเตือนดังนี้

1.เลือกจังหวะให้เหมาะสมดูเวลาและอารมณ์ให้ดี

2.ชมก่อนแล้วค่อยเตือน

3.ยิ้มก่อนติ

4.ต้องเป็นเรื่องจริง

5.เป็นเรื่องที่เกิดประโยชน์

ซึ่งจะต้องทำให้ครบทั้ง 5 ข้อ ถ้าไม่คบก็อาจทำให้โกรธกันก็ได้สำหรับผู้ถูกตือน ไม่ว่าเขาจะเตือนผิดหรือถูก ก็ให้รีบขอบคุณเพราะนั่นแสดงว่า เขารักเราจริง ถ้าไม่รักจริงจะไม่กล้าเตือน ถ้าใครทำได้อย่างนี้ จะเป็นคนมีเสน่ห์อย่างยิ่ง อยู่ที่ไหนก็จะมีแต่คนรักแล้วจะรักกันยืดอีกด้วย เพราะว่าเป็นคนไม่มีทิฐิมานะ

การให้วัตถุสิ่งของในข้อ 1.นั้นเรายังต้องลงทุนไปซื้อหามา แต่ข้อ 2 ปิยวาจานี้ เป็นการให้ที่ไม่ค้องลงทุน ไม่เสียเงินเลยซักบาท แค่เราหึความสำคัญในการพูด ปรับให้พอดี พอเหมาะพอเจาะ ก็จะเกิดคุณค่า

3.อัตถจริยา คือ การทำตนให้เป็นประโยชน์ ในข้อนี้ แยกได้ 2 ประเด็น คือ

1.การทำตัวของเราให้เป็นคนมีมีประโยชน์
2.การสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่น (*โดยไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อน)

คือเราจะต้องฝึกตัวเของเราเองให้เป็นคนมีประโยชน์ เพราะถ้าคนไหนเป็นคนที่มีประโยชน์ คนๆนั้นจะเป็นที่รักของคนอื่น ใครๆ ก็อยากเข้าใกล้ วิธีทำให้เราเป็นคนมีประโยชน์ ก็ทำได้ การหมั่นปรับปรุง พัฒนาความรู้ ความสามารถของเราให้ยิ่งๆขึ้นไปตลอดเวลา และต้องต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณธรรมด้วย เพราะเราจะเป็นคนเก่ง อย่างเดียวไม่พอแต่ต้องเป็นคนดีดัวย เมื่อเราฝึกตัวเองให้เป็นคนมีประโยชน์แล้ว ก็ต้องสร้างประโยชน์ให้ กับคนอื่นด้วยให้ การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีน้ำใจไมตรีต่อกัน เห็นอะไรช่วยได้ก็ช่วย ไม่นิ่งเฉยดูดาย ก็จะเป็นที่รักของคนทั่วไปแม้แต่ในสังคมที่ถูกยกย่องให้เกียรติย่อมเป็นบุคคลที่ทำคุณประโยชน์แก่หมู่ชนนั้นๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเราอยู่ที่ใด เราควรทำตัวให้เกิดประโยชน์ บุคคลใดก็ตามเป็นบุคคลที่มีประโยชน์ บุคคลนั้น จะเป็นบุคคลที่น่ารักน่าเข้าใกล้

4.สมานัตตตา การวางตนให้สม่ำเสมอ หมายถึง การวางตัวของเราให้สมกับฐานะ และบทบาทของตัวเอง เช่น

เป็นพี่เป็นน้อง เป็นพ่อแม่ลูก เป็นสามีภรรยา เราก็วางตัวให้เหมาะ พอดีตามนั้น อย่างแรกเลย ก็มีฐานะเป็นลูกศิษย์ที่รักของคุณครู เป็นลูกที่น่ารัก ของคุณพ่อคุณแม่ ถ้าใครมีพี่ เราก็มีฐานะเป็นน้อง จะเห็นได้ว่า แต่ละคนก็จะมี หลายฐานะในตัวเอง ดังนั้น เราจะต้องศึกษาว่า ในแต่ละฐานะที่เราเป็นอยู่ มีหน้าที่อะไรบ้าง เมื่อศึกษาแล้วก็ต้อง ปฏิบัติตามหน้าที่นั้นให้สมบรูณ์ถ้าทำได้เช่นนี้ เราก็จะเป็นที่รักของคนรอบข้าง แต่ถ้าใครเป็นโจรอยู่ ก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้องวางตัวให้สมกับที่เป็นโจร อันนี้ไม่ถือว่าสมานัตตตา เพราะสมานัตตตายังหมายรวมถึงการทำตนให้สมกับที่เป็นคน ก็คือ การปฏิบัติตนให้เป็นคนดีที่โลกต้องการ

นอกจากนี้ เราจะต้องทำตนให้เสมอต้นเสมอปลายด้วยคือ เราเคยวางตัวกับคนอื่นในทางที่ดีอย่างไร เราก็ยังคงปฏิบัตัอย่างนั้นไม่เปลี่ยน แม้ว่าเราจะได้ดิบได้ดีแล้ว เราก็ไม่ลืมตัว หรือว่าเมื่อเราเห็นคนอื่นเขาได้ดี เราก็แสดงออกให้เขารับรู้ว่าเรามีความยินดีกับเขาอย่างจริงใจ ไม่คิดกลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสีเขา ถ้าใครทำได้อย่างนี้ รับรองว่า ไม่ว่าจะย่างเท้าไปถึงไหนก็จะเป็นที่รักไปถึงนั่น จะเห็นได้ว่า สังคหวัตถุ 4 เป็นธรรมะ ที่สำคัญมากเป็นวิธีการครองใจคนชั้นเยี่ยมเลย


ที่มา http://www.watcharina.com/board/index.php?topic=1014.msg5053

15 สิงหาคม 2553

รายงานกลุ่ม ส่ง 23-27 สิงหาคม 2553 (บทที่ 6 หลักการสร้างมนุษยสัมพันธ์)

ตารางเปรียบเทียบพฤติกรรมการแสดงออกอย่างเหมาะสม
























รายงานกลุ่ม ฝึกการสร้างมนุษยสัมพันธ์ (15 คะแนน) ส่ง 23-27 สิงหาคม 2553

30 กรกฎาคม 2553

เตรียมตัวสอบกลางภาค 1/2553





สอบกลางภาควันที่ 4 ส.ค. 2553
1. ปรนัย 5 ตัวเลือก 40 ข้อ (10 คะแนน) เน้น ความจำ 80 % ความเข้าใจ 20 %
เนื้อหา จากเอกสารประกอบการสอนเล่ม 2553 เน้นอ่านเพื่อจำ
บทที่ 1 ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ (1.1-1.4)
บทที่ 2 ปัจจัยพื้นฐานของพฤติกรรม (เน้นปัจจัยด้านชีววิทยา)
บทที่ 3 องค์ประกอบพฤติกรรม (การคิด,อารมณ์)
2. อัตนัย 5 ข้อ (10 คะแนน) เน้นความเข้าใจเพื่อการนำไปใช้ 20 % การวิเคราะห์ 80 %
โดยเขียนอิงจาก หลักการและกิจกรรมจาก ภาคผนวก(พฤติกรรมมนุษย์ในภาวะไม่ปกติ ปัญหาสุขภาพจิต)
บทที่ 5 การบริหารเวลา การสื่อสารที่ดี
บทที่ 9 การสร้างแรงจูงใจ

*ขอให้ทุกคนเขียนอย่างมีหลักการและใช้ทักษะการวิเคราะห์ตามที่เรียนมา

22 กรกฎาคม 2553

สรุปย่อ บทที่ 3,4,5 ตามเอกสารประกอบการสอน
















สรุปการเรียนรู้ของนักศึกษา สัปดาห์ที่ 5-7
1. ได้ความรู้ข้อคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์และสอนให้เราได้เรียนรู้ถึง อารมณ์ จิตใจ ความรู้สึก ความคิด ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมทางด้านจิตวิญญาณ
2. ได้เรียนรู้ถึงการวิเคราะห์ในการดูเรื่องสั้นแต่ละเรื่องว่ามีพฤติกรรมอย่างไรและสังเกตดูว่ามีพฤติกรรมกระทำอะไรบ้าง
3.ได้เรียนรู้ถึงการวางแผนในอนาคตขั้นหน้าว่าอยากเป็นอะไรในสิ่งที่ชอบ คือ
อยากให้มีงานทำที่มั่นคงและมีธุรกิจส่วนตัวที่มั่นคง
ชื่อนางสาว นะเซพอ

ในการเรียนวิชาพฤติกรรมมนุษย์และการพัฒนาตนเอง ได้สอนการจัดแบ่งเวลาที่เหมาะสมไม่ว่าจะในเรื่องการเรียน การทำงาน ในแต่ละคนมีเวลาที่เท่าเทียมกันแล้วแต่ว่าจะบริหารเวลาออกมาใช้อย่างไร เวลามีส่วนสำคัญในการเรียน การทำงานเป็นอย่างมาก ข้อคิดการใช้เวลานั้นต้องอาศัยการวางแผนการทำงานที่ดี เพื่อไม่ให้เกิดข้อขัดแย้ง หรือมีผลกระทบต่องานชิ้นอื่นๆ
นางสาวประภัสสร บัวเงิน
53141400101

วันนี้เรียนเรื่องการบริหารเวลา ทำให้ผมรู้สึกคุณค่าของ เวลา ว่าเราจะทำอะไรสัก อย่าง หนึ่ง เราควรที่ จะแบ่งให้เป็นเวลา และควรที่จะใช้เวลา ให้เกิดประโยชน์ที่สุด
นายพิทักษ์ แซ่ใหล


ความรู้สึกเมื่อเรียน วิชา พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตนเอง
วิชานี้สอนให้ดิฉันรู้จักมาคิดทบทวนในเเต่ละฉันทำอะไรลงไปบ้าง รู้จักแบ่งเวลา เเละควบคุมอารมณ์ตนเอง
ควรทำสิ่งใดก่อนหลัง ควรตอบโต้กับสิ่งเร้าเเบบไหน คือสามารถวางเเผนชีวิตในประจำวันได้
มีมนุษย์สัมพันธ์ดีขึ้น เพราะรู้จักตนเองมากขึ้น เเละสนใจคนรอบข้าง
อาจารย์จัดกิจกรรมในเวลาการเรียนการสอนสนุกดีไม่น่าเบื่อดี
นางสาว ภัทราภรณ์ ตาลผาด 53141010139 คณะ ครุศาสตร์ เอกการศึกษาปฐมวัย

08 กรกฎาคม 2553

ตัวอย่าง : สรุปการเรียนรู้ของนักศึกษา


สรุปหลังจากการเรียน
เวลาเรียน 9.20 น. ห้อง 955
สัปดาห์ที่ 1
การทำงานเป็นกลุ่ม อาจารย์ให้ทำใบงานส่งและออกไปอภิปรายหน้าห้อง ซึ่งข้าพเจ้าได้ข้อคิดว่า คนเราแต่ละคน มีนิสัยที่แตกต่างกันรวมถึงบุคลิกภาพของแต่ละคนซึ่งจะสัมพันธ์กับการเรียนการสอนของอาจารย์ เรื่องพฤติกรรมของมนุษย์

สัปดาห์ที่ 2
ทำงานเป็นกลุ่มอีกเช่นกัน ซึ่งข้าพเจ้าได้ข้อคิดหรือความรู้จากที่เรียนไปแล้วคือ พฤติกรรมของมนุษย์สามารถแบ่งออกเป็นได้หลายด้าน เช่น ด้านสังคม อารมณ์ และจิตใจ เป็นต้น ซึ่งเราสามารถทดสอบหรือเรียนรู้นิสัยเพื่อนของเราในห้องได้ว่าใครเป็นอย่างไรบ้าง

สัปดาห์ที่ 3
เน้นทำงานเป็นกลุ่มอีกเช่นกัน แต่ในสัปดาห์นี้อาจารย์ให้ดูวิดีทัศน์ของนิกซึ่งเป็นคนพิการข้าพเจ้าได้ข้อคิดเกี่ยวกับวิดีทัศน์ คือ การที่เราทำสิ่งที่ผิดพลาดหรือเจอเหตุการณ์ที่ย่ำแย่ เมื่อเราล้มลงก็ควรที่จะพยายามที่จะลุกขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยเราต้องมีกำลังใจอยู่เสมอ เราก็จะสามารถลุกขี้นได้และมันก็จะไม่ใช้เรื่องยากสุดท้ายก็จะประสบความสำเร็จ

นางสาว รัตนาพร ใจงาม
คณะ ครุศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ
52141370150
เป็นสรุปการเรียนรู้ที่ดีมากครับ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สรุปกิจกรรม
ความรู้ที่ได้รับ
จากที่ได้ทำกิจกรรมในวันนี้ก็ทำให้ตัวข้าพเจ้าเองนั้นได้รู้จักที่จะวางเป้าหมายของชีวิตว่าควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จ ถ้าเรารู้จักคิดวางแผนเพื่ออนาคตนั้นก็จะส่งผลดีต่อตัวข้าพเจ้าเอง และได้ข้อคิดหลายอย่างจากการทำกิจกรรมในครั้งนี้ คือ ช่วยให้เราคิดที่จะวางแผนอนาคต และทำให้เราต้องการที่จะทำอะไรหรือแก้ปัญหาด้วยตัวเอง มุ่งมั่นทำตามความฝันของตัวเองให้สำเร็จ สู้และอดทนในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ มันคงไม่ยากถ้าเรามีความพยายาม ขยัน อดทนและมีการวางแผนชีวิติที่ดี สิ่งที่คิดว่ายากอาจง่ายต่อการดำรงชีวิตให้สมบูรณ์แบบได้

นางสาวรุ่งอรุณ ศรีเหรา รหัส 53141010111 หมู่เรียน การศึกษาปฐมวัย
สรุปได้ใจความดีครับ

กิจกรรมการเรียนการสอน สัปดาห์ที่ 4-5 (บทที่ 3-4 ตามแนวการสอน)






































จากการเรียนการสอนในสัปดาห์ที่ 4-5 ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาวิชาเรื่อง องค์ประกอบของการเกิดพฤติกรรม การศึกษาตนและการพัฒนาตน โดยมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์องค์ประกอบพฤติกรรม การเสริมสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง และการวางเป้าหมายชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม
นักศึกษาทุกหมู่เรียนให้ความร่วมมือในการเรียนการสอนดีมาก คะแนนเต็ม 10 ทุกหมู่เรียน จึงขอนำเสนอภาพกิจกรรมและผลงานของนักศึกษา