18 กุมภาพันธ์ 2553

กิจกรรม ความสุขแบบพอเพียง


หมู่เรียนสาขารัฐประศาสนศาสตร์
การจัดกิจกรรมในชั้นเรียนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ของรายวิชาพฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน นักศึกษาได้เข้าร่วมกิจกรรมและสามารถใช้ทักษะทางความคิด มีการบริหารอารมณ์และมีทักษะการสื่อสารเพื่อความสัมพันธ์ที่ดีเกิดขึ้น ผู้สอนจึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ ดังนี้

กิจกรรม วิธีการสร้างความสุข (เทคนิค Gallery Walk)


หมู่เรียนสาขาการศึกษาปฐมวัย
การจัดกิจกรรมในชั้นเรียนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ของรายวิชาพฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน นักศึกษาได้เข้าร่วมกิจกรรมและสามารถใช้ทักษะทางความคิด มีการบริหารอารมณ์และมีทักษะการสื่อสารเพื่อความสัมพันธ์ที่ดีเกิดขึ้น ผู้สอนจึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ ดังนี้

กิจกรรมวิเคราะห์การสื่อสาร และการแสดงออกอย่างเหมาะสม


หมู่เรียนสาขาวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์
การจัดกิจกรรมในชั้นเรียนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ของรายวิชาพฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน นักศึกษาได้เข้าร่วมกิจกรรมและสามารถใช้ทักษะทางความคิด มีการบริหารอารมณ์และมีทักษะการสื่อสารเพื่อความสัมพันธ์ที่ดีเกิดขึ้น ผู้สอนจึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ ดังนี้

กิจกรรมในชั้นเรียน วิเคราะห์การศึกษารายกรณี


หมู่เรียนสาขาสังคมศึกษา
การจัดกิจกรรมในชั้นเรียนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ของรายวิชาพฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน นักศึกษาได้เข้าร่วมกิจกรรมและสามารถใช้ทักษะทางความคิด มีการบริหารอารมณ์และมีทักษะการสื่อสารเพื่อความสัมพันธ์ที่ดีเกิดขึ้น ผู้สอนจึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ ดังนี้

ภาพกิจกรรมการเรียนการสอนหลังสอบกลางภาค 2/2552


หมู่เรียนสาขาวิชาพลศึกษา
การจัดกิจกรรมในชั้นเรียนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ของรายวิชาพฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน นักศึกษาได้เข้าร่วมกิจกรรมและสามารถใช้ทักษะทางความคิด มีการบริหารอารมณ์และมีทักษะการสื่อสารเพื่อความสัมพันธ์ที่ดีเกิดขึ้น ผู้สอนจึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ ดังนี้

ข่าว ประชาสัมพันธ์

ขอเรียนเชิญคณาจารย์ นักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี และบุคคลทั่วไปที่สนใจ ส่งบทความวิชาการเพื่อเผยแพร่ในวารสารวิชาการครุกาญจน์ฉบับรายปักษ์ (6 เดือน)ฉบับที่สอง
สามารถส่งบทความและติดต่อได้ที่ อ.กรัณย์พล วิวรรธมงคล สำนักงานคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎกาญจนบุรีโทรศัพท์ 034-633051

11 กุมภาพันธ์ 2553

การเสริมสร้างชีวิตให้เป็นสุข

บทที่ 9
การเสริมสร้างชีวิตให้เป็นสุข

ถ้ามีใครสักคนถามว่า “ชีวิตคนเราเกิดมาเพื่ออะไร” หรือ “อะไรคือจุดมุ่งหมายของชีวิต”คำตอบของแต่ละคนคงแตกต่างกันไป เช่น เงิน คือ จุดมุ่งหมายในชีวิต ความสำเร็จ คือจุดมุ่งหมายในชีวิต มีงานทำที่มั่นคง คือจุดมุ่งหมายในชีวิต
ถ้าหากจะวิเคราะห์คำตอบทั้ง 3 ให้ดีแล้วจะพบว่า การที่คนเราต้องการมีเงินทองมากมายหรือร่ำรวย ก็เพราะว่าเมื่อมีเงินแล้วก็จะสามารถซื้อหาสิ่งที่เขาต้องการได้ตามใจปรารถนา ซื้ออาหารที่อร่อย ๆ กิน ซื้อบ้านหลังโต ๆ ซื้อรถยนต์คันงาม ๆ หรือเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ หรือ เมื่อบุคคลมีงานทำที่มั่นคง ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว ก็จะนำมาซึ่งความมั่นคงทางสังคมและจิตใจทำให้เกิดความพึงพอใจและเมื่อบุคคลรู้สึกว่าชีวิตมั่นคงและมีความพึงพอใจก็จะนำมาซึ่งความสุขในชีวิตนั่นเอง ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า “เป้าหมายในชีวิตของทุกคนก็คือ”ความสุข” หรือการมีชีวิตที่เป็นสุขนั่นเอง

ความสุขคืออะไร
นายแพทย์ประเวศ วะสี ได้ให้นิยาม “ความสุข” ไว้ในหนังสือ “ความสุข” (ประเวศ วะสี : 2541.)ว่า นิยามทางพุทธศาสนา “ความสุขคือการหมดไปซึ่งความทุกข์” จะพูดเรื่องความทุกข์มากกว่าความสุข ความทุกข์และความสุขจึงเป็นเรื่องเดียวกัน เหมือนกับความร้อนและความเย็น ความร้อนมีน้อย ความเย็นมีมาก ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราเจ็บป่วย เจ็บคอ ไม่สบาย เราจะเป็นทุกข์ ต้องรักษาซื้อยามารับประทานหรือไปพบหมอเพื่อรักษาให้อาการเจ็บป่วยที่เป็นทุกข์นั้นหายไป เมื่อหมดความทุกข์ ก็จะทำให้ชีวิตเป็นสุข
หรืออีกนิยามหนึ่ง “ความสุขหมายถึงความมีอิสรภาพ” ความมีอิสรภาพจากความบีบคั้น หลุดพ้นจากความบีบคั้นทั้งทางร่างกาย บีบคั้นทางสังคม บีบคั้นทางจิตใจและทางปัญญา
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต : 2538 ) กล่าวว่า ความสุขของมนุษย์มีอยู่สอบแบบ คือ แบบที่หนึ่งเป็นสุขจากการได้รับ หมายถึง สุขที่เกิดจาการได้รับตอบสนองทาง หู ตา จมูก ลิ้น และกาย ที่เรียกว่าเป็นสุขจากการเสพ ความสุขแบบที่สองเป็นความสุขได้โดยลำพังตัวเอง ในจิตใจของตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาวัตถุภายนอก หมายความว่า ถึงแม้ไม่มีวัตถุภายนอก เราก็มีความสุขได้ คือ ความสุขเกิดจากจิตใจ หรือความรู้สึกของเราเอง
ความสุขที่เกิดจาการเสพนั้น ถือว่าเป็นความสุขพื้นฐานของมนุษย์ ทุกคนต้องดิ้นรนแสวงหา แต่การดิ้นรนแสวงหานั้น ถ้าดิ้นรนแสวงหากหรือเสพอย่างพอดี อยู่ในขอบเขตที่สมดุลก็จะทำให้เกิดความสุข แต่ถ้าการดิ้นรนแสวงหาบำเรอหรือเสพจนเกินพอดี ก็จะทำให้เกิดความทุกข์ จึงมีบางคนยิ่งเสพมากขึ้นเท่าไรก็จะยิ่งแสวงหามากขึ้น ดิ้นรนมากขึ้น จนหาความสงบนิ่งไม่ได้เลย จนชีวิตสับสนวุ่นวายไปหมด หาความสงบความพอดีไม่ได้
ความสุขที่มีลักษณะประณีตอีกลักษณะหนึ่งเป็นความสุขที่มีคุณค่า เป็นความสุขทีเกิดจากความเสียสละหรือความสุขที่เกิดจากการให้ เช่น ความสุขใจของพ่อแม่ที่จ่ายทรัพย์ให้กับลูกหลาน ให้สตางค์ลูกหลานไปซื้อขนมหรือของเล่นที่เขาชื่นชอบ เมื่อ พ่อแม่เป็นคนให้ก็จะมีความสุข ความอิ่มใจ บางคนน้ำตาซึมเพราะความปีติดีใจ อิ่มใจที่เห็นลูกหลานมีความสุข เป็นความสุขที่เกิดจากการให้หรือการเสียสละของตนเอง
ท่านพุทธทาส กล่าวถึงความสุขว่า “ความสุขที่แท้จริงคือความสงบของจิตใจ ความสุขอยู่ที่ใจของเรา จิตใจของเรามีความยึดถือเป็นความเห็นแก่ตัว ตัวกูของกูหรือไม่ ถ้าไม่ยึดถือไม่เห็นแก่ตัว ตัวก็จะเบาสบายเป็นสุข ถ้าเห็นแก่ตัวก็เป็นทุกข์ หมดความเห็นแก่ตัวก็หมดทุกข์” ดังนั้น ความสุขและความทุกข์จึงอยู่ที่ใจ ดังบทกลอนที่ท่านได้เขียนไว้เพื่ออธิบายความหมายของความสุขและเป็นคติสอนใจว่า...

ทุกข์อยู่ที่ใจมิใช่หรือ ถ้าใจถือเป็นทุกข์ไม่สุกใส
ถ้าไม่ถือเป็นสุขไม่ทุกข์ใจ เราอยากได้ความทุกข์หรือสุขนา

ดังนั้นจากนิยามของความสุขที่กล่าวมาข้างต้น จึงอาจสรุปความหมายของความสุขเป็น 2 แนว ความสุขในทางโลกและความสุขในทางธรรม ความสุขในทางโลกหมายถึงความสบายใจ ความพึงพอใจที่เกิดจากการได้รับการตอบสนองในสิ่งที่ปรารถนา คือสุขจากการเสพหรือ “กามสุข” ความสุขในทางธรรม คือความสงบทางจิตใจที่หลุดพ้นหรือเป็นอิสระจากสิ่งที่ติดยึดทั้งปวง คือ “ใจเป็นสุข”

ความสุขของมนุษย์ตามทรรศนะนักปรัชญา
“ ความสุข” แนวคิดตามทรรศนะของนักปรัชญากล่าวไว้ มีอยู่ 3 แนวคิด ดังนี้ (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 2525 : 329-365)
1. ความสุข : ตามทรรศนะสุขนิยม (Hedonism) ผู้มีแนวคิดตามทรรศนะนี้ถือว่า “ความสุขสบาย” เป็นสิ่งเดียวที่มีค่าสูงสุดสำหรับชีวิต ทุกชีวิต ต้องดินรนแสวงหา ทำงานอย่างหนักหรือทำอะไรทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะสิ่งเหล่านั้นนำไปสู่ความสุขนั่นเอง ทุกชีวิตจึงพยายามหลีกหนีความทุกข์ยากเพื่อไปสู่ความสุขสบาย ความสุขสบายจึงเป็นสุดยอดปรารถนาของชีวิต
แต่การแสวงหาความสุขที่ได้จากการตอบสนองจากประสาทสัมผัส (รูป รส กลิ่น เสียงและสัมผัส) นั้น จำเป็นต้องทำในสิ่งที่มีความทุกข์เจือปนอยู่ด้วย มนุษย์เราต้องทำอะไรบางอย่างซึ่งเป็นความทุกข์ในปัจจุบัน แต่มิได้หมายความว่าความทุกข์ยากเป็นจุดมุ่งหมายของการกระทำ แต่เพราะมองการณ์ไกลว่า ความทุกข์จากการทำงานปัจจุบันจะนำมาซึ่งความสุขในอนาคต ถ้ามัวแต่เพลินหาความสุขในปัจจุบัน อาจทำให้มีความทุกข์อย่างมากในอนาคต จึงต้อง บวก ลบ คูณ หาร ดูว่า ระหว่างสุขกับทุกข์ อะไรมีน้ำหนักมากกว่า ถ้ามีปริมาณความสุขมากกว่าก็ถือว่าใช้ได้ เช่น การที่นักศึกษาต้องมาทนทุกข์ท่องหนังสืออดหลับอดนอน ก็เพราะหวังว่าจะสอบให้ผ่าน เรียนให้สำเร็จ เพื่อการงานที่ดีกว่าในอนาคต ซึ่งเรียกว่า “มีทุกข์เฉพาะหน้า เพื่อความสุขระยะยาว” นั่นเอง
การเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างความคิด ความเฉลียวฉลาดทางปัญญาเป็นการเสริมสร้าง“ความรู้” และมนุษย์ก็จะใช้ความรู้นั้นเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความสุข แม้แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ สิ่งประดิษฐ์คิดค้นใหม่ๆ มนุษย์ก็คิดค้นขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความสุขนั่นเอง
ความเป็นจริงแล้วมนุษย์ทุกคนที่เกิดมาย่อมพลกับทั้งความทุกข์และความสุขระคนกันไปเพราว่าโลกมนุษย์ต้องมี 2 ด้านคู่กัน คือ มีความสุขกับความทุกข์ มีกลางคืนต้องมีกลางวัน มีความ สำเร็จก็ต้องมีความล้มเหลว เหล่านี้คือโลกธรรม หรือเป็นธรรมชาติของโลกมนุษย์ ทั้งความสุขและความทุกข์เป็นสิ่งจริงแท้ที่ทุกคนต้องพบ ดังนั้นเมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ ทุกคนจึงควรพยายามหาวิธีการให้ตนเองมีความทุกข์น้อยที่สุดและหาวิธีการให้ตนเองมีความสุขมากที่สุด
2. ความสุข : ตามลัทธิอสุขนิยม แนวคิดสุขนิยมที่กล่าวมานั้น ถือว่าความสุขเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต และสามารถสร้างความสุขได้ด้วยการตอบสนองสิ่งที่ปรารถนา แต่ในลัทธิอสุขนิยมถือว่าความสุขไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด เพราะยังมีสิ่งอื่นมีค่าเหนือความสุข คือ
2.1 วิมุตินิยม ถือว่าความสงบทางจิตใจเหนือกว่าความสุข
2.2 ปัญญานิยม ถือว่า ปัญญาหรือความรู้มีค่าเหนือกว่าความสุข
วิมุตินิยม มีความเห็นว่า ความต้องการประการแรกของมนุษย์คือความต้องการจะหลุดพ้นจากทุกข์ ความต้องการขั้นต่อมาคือต้องการมีความสุขยิ่งขึ้น มนุษย์ทุกคนเมื่อมีความทุกข์ย่อมปรารถนาจะหลีกพ้นจากทุกข์ แต่พอมีชีวิตอยู่ในสภาพปกติไม่มีความทุกข์แล้วไม่ดิ้นรนหาความสุขใส่ตัวต่อไป วิมุติสุขนิยมจึงถือว่า “การหลุดพ้น” จากความทุกข์มีค่ามากกว่าการมีความสุข
การทำให้ชีวิตหลุดพ้นจากทุกข์ต้องขจัดที่ต้นเหตุแห่งทุกข์ ซึ่งวิมุตินิยมถือว่า “ความต้องการ” หรือ “ความอยาก” ที่ไม่ได้สมอยากนำมาซึ่งความทุกข์ อยากกินไม่ได้กินเป็นทุกข์อยากเป็นแล้วไม่ได้เป็นทุกข์ อยากได้แล้วหาไม่ได้เป็นทุกข์ ดังนั้น ความอยากหรือความต้องการทั้งหลายของมนุษย์เป็นเหตุปัจจัยแห่งทุกข์ การพยายามลดความต้องการให้น้อยลงหรือขจัดให้หมดไปได้ก็คือการทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ความต้องการของมนุษย์ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและจิตใจของเรา เราบังคับควบคุมตัวเราเองได้ง่ายกว่าบังคับควบคุมโลกภายนอก ถ้าเราเอาทุกข์สุขไปผูกติดกบวัตถุภายนอกที่เรายังคับไม่ได้ ชีวิตก็จะเสี่ยงมีความทุกข์มากขึ้น การเอาชนะ ความต้องการของตนเองจึงปลอดภัยและแน่นอนกว่าการเอาชนะสิ่งภายนอก
วิมุตินิยมถือว่าความสุขและและความทุกข์เป็นสิ่งคู่กันเสมอ เหมือนเหรียญต้องมี 2 หน้า เช่นเดียวกับลัทธิสุขนิยม เมื่อท่านต้องการความสุขท่านก็จะได้ความทุกข์ตามมาด้วย มีความสุขกับความสมหวังสักวันหนึ่งต้องเป็นทุกข์เพราะความผิดหวัง หรือเมื่อมีความสุขก็จงเรียมใจรับกับความทุกข์ที่จะตามมา เมื่อสุขกับทุกข์เป็นของคู่กัน การแสวงหาความสุขจะทำให้เกิดความทุกข์ตามมา ดังนั้น วิมุติสุขจึงเห็นว่าควรแสวงหาความสงบของจิตใจ ระงับความอยากความต้องการของคนเสีย เมื่อไม่อยากได้อะไรจึงไม่มีโอกาสเป็นสุขเพราะความสมหวังและไม่มีโอกาสเป็นทุกข์เพราะความผิดหวัง ความสงบของจิตจึงเป็นภาวะที่อยู่เหนือความสุขและความทุกข์
ปัญญานิยม ตามทรรศนะของลัทธิปัญญานิยมเชื่อว่าศักดิ์ศรีและความทีคุณค่าของมนุษย์อยู่ที่ปัญญา ความสุขไม่ได้มีค่าในตัวของมันเอง ค่าของความสุขอยู่ที่ว่าถ้าปราศจากความสุขแล้วก็ยากที่มนุษย์จะแสวงหาความรู้ นักปรัชญาโบราณ เช่น โสเครติสและเพลโต ไม่ให้ความสำคัญต่อความสุข เพราะถือว่าความสุขล่อให้คนห่างเหินจากปัญญา เช่น ถ้าเรากินอิ่ม อยู่สบายเกินไป เราอาจอยากนอนฟังเพลง ดูละครมากกว่าการอ่านหนังสือใช้ความคิด
กล่าวโดยสรุปแล้ว สำหรับปัญญานิยมเชื่อว่ามนุษย์ไม่ได้มีความพอใจเพียงการกินอิ่ม การนอนหลับ และการสืบพันธ์เท่านั้น มนุษย์ยังอยากรู้ แสวงหาความจริงเกี่ยวกับชีวิตความจริงเกี่ยวกับจักรวาล เพื่อเสริมสร้างความภูมิใจของตนเอง
3. ความสุข : ตามทรรศนะมนุษย์นิยม ความเชื่อตามลัทธิมนุษย์นิยมถือว่า ความสุขความสงบ และปัญญาความรู้เป็นสิ่งที่มีค่าเท่าเทียมกันสำหรับชีวิตมนุษย์ เพราะในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์มีร่างกายและจิตใจ จะขาดส่วนหนึ่งส่วนใดไม่ได้ ดังนั้น การให้ความสำคัญกับความสุขทางกายตามลัทธิสุขนิยมมากเกินไป หรือการให้ความสำคัญต่อจิต วิญญาณ ตามลัทธิอสุขนิยม มากเกินไป ย่อมไม่เหมาะสม จึงควรให้ความสำคัญทั้งแก่ร่างกายและจิตใจอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ควรละเลยด้านใดด้านหนึ่ง เพราะจำทำให้ชีวิตขาดความสมบูรณ์ไป ชีวิตจึงควรดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ การกระทำต่างๆก็มุ่งตอบสนองต่อธรรมชาติทั้งสิ้น เมื่อไรก็ตามที่การดำเนินชีวิตเหมาะสมสอดคล้องกับธรรมชาติ เป็นไปอย่างธรรมชาติ สมดุลกับธรรมชาติก็จะทำให้ชีวิตเป็นสุข

ความเครียด สิ่งบีบคั้นให้เกิดความทุกข์
ความเครียดเป็นปรากฏการณ์หรือสภาพทางจิตใจของบุคคลที่เกิดขึ้นจากการสะสมความกดดันหือปัญหาต่าง ๆ จนปริมาณความกดดันหรือปัญหามากพอ จึงแสดงออกทางร่างกายสีหน้า แววตา หรืออากัปกิริยาต่างๆ หรือแสดงออกทางจิตใจ ว้าวุ่น วิตกกังวล หวาดกลัว หรือเป็นลักษณะภาพรวมที่แสดงออกถึงความทุกข์ใจ
ความเครียดเป็นสภาวะทางอารมณ์และจิตใจที่เกิดขึ้นกับบุคคลทุกคน ไม่มีใครเลยที่หลุดพ้นจากสภาวะความเครียด ยิ่งในสังคมปัจจุบัน การดำเนินชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยปัญหานานัปการ ทั้งปัญหาสังคม ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสภาพแวดล้อม ยิ่งในเมืองใหญ่ที่แออัด ยิ่งเป็นแหล่งรวมของปัญหานานาประการ สภาพจิตใจของคนก็ยิ่งมากขึ้นตามปัญหาต่างๆ เหล่านั้น
สาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียดในทางจิตวิทยานั้นมีสาเหตุ 5 ประการ คือ
1. เกิดจากความกดดัน ถูกกดดันจากสภาพแวดล้อม ถูกกดดันจากพ่อแม่ ถูกกดดันจากเพื่อนร่วมงาน ถูกกดดันให้ทำในสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เราไม่อยากจะทำ
2. เกิดจากความวิตกกังวล คนบางคนที่คิดมาก กังวลกับอดีตที่ผ่านมา หรือกังวล กับอนาคต ทำให้ขาดความสุขในชีวิต คนเหล่านี้มักจะนอนไม่หลับ อ่อนเพลีย ซึมเศร้า รู้สึกผิด หรือบางคนกังวลมากจนทำให้มีอาการทางจิต กลายเป็นโรคจิตหรือโรคประสาทก็ได้
3. เกิดจากความคับข้องใจ ความคับข้องใจเป็นความรู้สึกที่ไม่สมหวังที่ไม่สามารถทำอะไรได้ดังใจ เพราะว่ามีอุปสรรคหรือปัญหามาขวางกั้นจนทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการทำงานได้ คนที่มีอาการคับข้องใจนี้เรื้อรังอาจมีอาการทางประสาทต่างๆ ตามมา เช่น ใจสั่น แน่นหน้าอก มึนงง ปวดกล้ามเนื้อ ชาตามตัว เป็นต้น
4. เกิดจากความขัดแย้ง ความขัดแย้งอาจเป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคลที่มีความคิดความเห็นไม่ตรงกัน ผลประโยชน์ขัดกันจนต้องถกเถียงหรือทะเลาะวิวาทกัน หรือเป็นความขัดแย้งในใจตนที่เกิดจากมีความคิด ความรู้สึกของตนเองเป็นหลายทาง จนทำให้ไม่สามารถตัดสินใจทำอะไรได้ในสถานการณ์หนึ่งสถานการณ์ใด เช่น บางคนขัดแย้งกับหัวหน้างาน ขัดแย้งกับบุคคลในครอบครัว จนทำให้บรรยากาศในการทำงานหรือบรรยากาศในครอบครัวตึงเครียดจนหาความสุขไม่ได้
5. เกิดจากความผิดปกติทางร่างกาย บางคนมีความพิการทางร่างกาย มักจะถูกเพื่อนล้อเลียน ถูกตำหนิจนเป็นปมด้อย จนทำให้ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง กดเก็บความรู้สึกไม่พอใจ ไม่สบายใจเหล่านั้นไว้จนอาจทำให้กลายเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น จนทำให้เกิดปัญหาในการดำรงชีวิตมองโลกในแง่ร้าย หวาดระแวงสังคม ไม่ไว้วางใจผู้อื่น บางคนถึงกับท้อแท้หมดอาลัยตายอยากกับชีวิตก็มี
ความเครียดไม่ว่าจะมีสาเหตุจากข้อใดก็ตามที่กล่าวมาแล้ว ถ้าหากเกิดขึ้นกับใคร ย่อมมีผลเสียต่อจิตใจ สภาพร่างกาย พฤติกรรมการทำงาน สัมพันธภาพทางสังคมและบุคลิกภาพของบุคคลได้ทั้งสิ้น ความเครียดที่ไม่รุนแรงนักอาจทำให้จิตใจว้าวุ่นไม่เป็นสุขกับการทำงาน แต่ถ้าความเครียดที่รุนแรงและเรื้อรังอาจทำให้เกิดผลเสียหายต่อสุขภาพจิตระยะยาวถึงขั้นเป็นโรคจิตและโรคประสาทได้ ดังนั้น จึงควรหาทางป้องกันและแก้ไขไม่ให้เกิดความเครียดที่เรื้อรัง

แนวทางการป้องกันและแก้ไขความเครียด
อย่างที่กล่าวมาแล้ว ความเครียดทำให้บุคคลเกิดความทุกข์ ไร้ความทุกข์ ถ้าหาทางป้องกันไม่ให้เกิดความเครียดได้ หรือเมื่อเกิดขึ้นแล้วสามารถแก้ไขหรือปรับลดระดับความเครียดลงได้ ก็จะเป็นการเสริมสร้างความสุขทางจิตใจได้
หวงวิจิตรวาทการ (สมิต อาชวนิจกุล 2541 : 67 – 73) กล่าวว่า ความเครียดเกิดจาก นิสัยที่ไม่ดี เป็นนิสัยที่ทำลายสุขภาพ เพราะว่านิสัยที่ไม่ดีเหล่านั้นเป็นการวางยาพิษตนเอง ร่างกายและจิตใจก็ต้องรีบย่อยและดูดซึมสารพิษเหล่านั้นเข้าไปไว้ในระบบและส่งต่อไปยังส่วนต่างๆ ทั้งร่างกาย และสารพิษ (นิสัยที่ไม่ดี) นั้นก็จะค่อยๆ บั่นทอนสมรรถภาพและประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกายให้เสื่อมถอย
สุขนิสัยที่ดี มีความสำคัญต่อการเอาชนะความเครียดด้วยตนเอง ร่างกายที่ได้รับการดูแลที่ดี ให้ปลอดจากสารพิษทั้งภายในและภายนอก ได้รับอาหารที่ถูกส่วน มีการออกกำลังกายสม่ำเสมอพักผ่อนหลับนอนอย่างเพียงพอ จะส่งผลให้สุขภาพกาย สุขภาพจิตสดชื่น แข็งแรง มีความสุข

นิสัยที่ดีที่ควรปลูกฝัง 4 ประการ และนิสัยที่ไม่ดีที่ควรละทิ้ง 4 ประการ ได้แก่
นิสัยที่ควรปลูกฝัง นิสัยที่ควรละทิ้ง
1. ความพยายาม
2. ความเมตตา
3. ความกล้าหาญ
4. ความเข้มแข็ง 1. ความท้อถอย
2. ความริษยา
3. ความขลาดกลัว
4. ความใจอ่อน

ท่านพุทธทาสภิกขุได้ให้แนวทางการแก้ไขโรคเครียด ด้วยยาแก้หลายขนาน และแต่งเป็นบทกลอนไว้ ดังนี้ (พุทธทาสภิกขุ 2541 : 29-30)

ต้นไม่รู้ไม่ชี้นี้เอาเปลือก ต้นช่างหัวมันนั้นเลือกเอาแก่นแข็ง
อย่างนั้นเองเอาแต่รากฤทธิ์มันแรง ไม่มีของกูแสวงเอาแต่ใบ
ไม่น่าเอาไม่น่าเป็นเฟ้นเอาดอก ตายก่อนตายเลือกออกลูกใหญ่ๆ
หกอย่างนี้อย่างละชั่งตั้งเกณฑ์ไว้ ดับไม่เหลือสิ่งสุดท้ายให้เมล็ดมัน
หนักหกชั่งเท่ากันยาทั้งหลาย เคล้ากันไปเสกคาถาที่อาถรรพ์
สพฺเพ ธมฺมา นาลฺ อภินิเวสายอัน เป็นธรรมชั้นหฤทัยในพุทธนาม
จัดลงหม้อใส่น้ำพอท่วมยา เคี่ยวไฟกล้าเหลือได้หนึ่งในสาม
หนึ่งช้อนชาสามเวลาพยายาม กินเพื่อความหมดสรรพโรคเป็นโลกอุดร

จากบทกลอนที่ยกมากล่าวนั้น ท่านพุทธทาสได้สอนแนวทางรักษาโรคเครียด หรือโรคทางจิตใจของคนว่าต้องรู้จักปล่อยวาง ลดลางเฉยเสียบ้าง จิตใจจะได้มีความสุข ในบทกลอน ดังกล่าวการรักษาโรคเครียดต้องปล่อยวางในเรื่องต่อไปนี้
1. ไม่รู้ไม่ชี้ ไม่รู้ไม่ชี้ในที่นี้ไม่ใช่ไม่ยอมรับรู้เรื่องราวใดๆ หมายถึงไม่รู้ไม่ชี้ ไม่จุกจิก
2. ช่างหัวมัน หมายถึง การยอมรับสิ่งต่างๆ ตามสภาพของมัน เพราะว่าของทุกอย่างต้องเป็นไปตามกรรม เมื่อมันเป็นเช่นนั้นจะเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามที่เราต้องการได้อย่างไร
3. เช่นนั้นเอง หมายถึง การยอมรับสัจธรรมของสิ่งต่างๆ ว่าเป็นอนิจจัง คือไม่มีอะไรเที่ยงแท้ ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ
4. ไม่มีตัวกู-ของกู การรู้จักปล่อยวางไม่มีตัวกู –ของกู ท่านพุทธทาสบอกว่า เป็นสติปัญญาสู.สุดตามกฎไตรลักษณะนั้นกล่าวว่า “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ทุกย่างไม่เที่ยง การไปติดยึดทำให้เกิดปัญหา ทำให้เกิดกิเลส ทำให้เกิดการแย่งชิง ทำให้เกิดความทุกข์ ดังนั้นจิตที่ฉลาดต้องเป็นจิตที่สามารถปล่อยวาง ตัดทิ้ง “ตัวกู – ของกู” แล้วจะทำให้เบา จิตใจจะเบา
5. ไม่น่าเอา – ไม่น่าเป็น เพราะความมีกิเลสทำให้คนอย่างเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ความอยากได้จนเกินตัวจึงทำให้เกิดความรุ่มร้อน คนที่ปรับกิเลส ได้ รู้จักพอเพียง ไม่น่าเอาไม่น่าเป็นจึงทำให้จิตใจสงบและเป็นสุข
6. ตายก่อนตาย คำว่าตายก่อนตาย ท่านพุทธทาสขยายความว่า การปล่อยวาง ละทิ้งภาคยศ สรรเสริญ และทรัพย์สมบัติต่างๆ ได้ก่อนตายจริงๆเพราะสิ่งเหล่านี้เมื่อเราตายจริงๆก็ไม่สามารถนำติดตัวไปได้แม้แต่ชิ้นเดียว คนที่จะละทิ้งปล่อยวางได้ก่อนตายจริงๆ จึงทำให้สุขใจ ไม่ติดยึด
7. ดับไม่เหลือ หมายถึงการดับกิเลสทั้งหลาย โลภะ โมหะ โทสะ ไม่ให้เกิดไฟกิเลสในหัวใจ คือดับไฟทุกข์นั่นเอง

การสร้างทักษะทางปัญญาเพื่อให้จิตเป็นสุข
แนวทางการพัฒนาทักษะทางปัญญาเพื่อความเข้าใจชีวิตและปัญหา รู้เหตุ รู้ผล รู้ทางปฏิบัติ เพื่อการมีชีวิตอันสงบสุข มีแนวทางการพัฒนาโดยมุ่งพัฒนากระบวนการคิดเกี่ยวกับเรื่องราว ของชีวิต ซึ่งอาจพัฒนาได้ด้วยการหมั่นฝึกฝนตนเองในการทำกิจกรรม ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ประเวศ วะสี (อ้างถึงในอรพรรณ พรสีมา, 2543: 37) ได้เสนอแนะกิจกรรมหลัก 10 กิจกรรมในการพัฒนา การคิด ซึ่งอาจนำมาเป็นแนวทางการพัฒนาทักษะทางปัญญาเพื่อการดำรงชีวิตอย่างสงบสุขได้ ดังนี้

1. ฝึกการสังเกตพฤติกรรมของผู้คนในชีวิตประจำวัน - ช่วยให้เกิดวิสัยทัศน์ วิธีคิด สติ สมาธิ
2. ฝึกบันทึกการรับรู้และประสบการณ์ - ช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการ จัดระบบข้อมูลและการคิด และเกิด ทักษะการเขียนเพื่อสื่อความคิด
3. ฝึกการพูดนำเสนอข้อมูลต่อกลุ่มหรือที่ประชุม - ช่วยให้เกิดทักษะการพูด การแสดง
ความเห็น
4. ฝึกการฟังให้จับประเด็นได้ถูกต้อง - ช่วยพัฒนาสติ สมาธิ การเชื่อมโยง
ความรู้และแนวคิด
5. ฝึกปุจฉา – วิสัชนา เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิต - ช่วยพัฒนาการใช้เหตุผล วิเคราะห์
สังเคราะห์ สรุปสาระความจริงของ
ชีวิต
6. ฝึกตั้งสมมุติฐานและตั้งคำถามจากชีวิตประจำวัน - ช่วยให้อยากรู้อยากเห็น สนใจใฝ่รู้
7. ฝึกค้นหาคำตอบในปัญหาต่างๆ - ช่วยให้คล่องตัว ความคิดกว้างไกล
8. ฝึกวิจัยพฤติกรรมมนุษย์อย่างเป็นระบบ - ช่วยให้ได้องค์ความรู้ รู้จริง รู้สึก
รู้กว้างเกี่ยวกับชีวิต
9. ฝึกเชื่อมโยงบูรนาการประสบการณ์ชีวิต - ช่วยให้เกิดมิติทางจริยธรรมในจิตใจ
จากกาเห็นความสัมพันธ์ของความจริง
ในชีวิต
10. ฝึกเขียนความเรียงเกี่ยวกับชีวิตใจเชิงวิชาการ - ช่วยเพิ่มทักษะการเรียบเรียงความคิด
ให้ประณีตเกิดการพัฒนาตนและผู้อื่น
ในวงกว้างจากการได้ถ่ายทอดความรู้
ความคิด

กิจกรรมหลัก 10 กิจกรรมที่กล่าวมา ผู้ที่มุ่งพัฒนาตนด้านทักษะทางปัญญา หากหมั่นฝึกฝนตนเองด้วยการทำกิจกรรมเหล่านั้นบ่อยๆ สม่ำเสมอต่อเนื่อง ก็จะช่วยให้คิดเก่ง ทำเป็น ส่งผลสู่การแก้ปัญหาได้

ชุมชนและสังคมที่เป็นสุข
สิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ล้วนมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน มีความเชื่อมโยงและพึ่งพาอาศัยกันไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์ หรือธรรมชาติต่างๆ ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างพึ่งพากัน เกื้อกูลกัน เห็นความสำคัญและคุณค่าของกันและกันในส่วนของสังคมมนุษย์ก็เช่นกัน คนทุกคนล้วนเชื่อมโยงสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นลูกโซ่จากตนเอง ขยายวงสู่ครอบครัว จากครอบครัวขยายวงสู่สังคม จากสังคมขยายวงสู่ประเทศชาติ และจากประเทศชาติมาสู่มนุษยชาติ ดังนั้นความคิด พฤติกรรม และลักษณะทางจิตใจ ของคนๆหนึ่งที่เกิดขึ้น ย่อมมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงถึงสังคมโดยรวมเสมอ

ภาพที่ 10-2 แสดงความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับบุคคลกับครอบครัวและชุมชน

การสร้างความสุขในชุมชนและสังคมนั้นก็จะพิจารณาในประเด็นความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน โดยจะแยกเป็น 3 ระดับ คือ
1. คนที่มีความสุข
2. ครอบครัวที่มีความสุข
3. สังคมที่มีความสุข

1. คนที่มีความสุข
ธรรมชาติของคนเรานั้นประกอบด้วยองค์ปรกอบสองส่วนใหญ่ๆ คือร่างกายและจิตใจ ดังนั้นคนที่มีความสุขก็คือคนที่มีร่างกายและจิตใจที่เป็นสุข หรือมีความสุขกายและสุขใจนั่นเอง
1.1 ร่างกายที่เป็นสุข ร่างกายที่เป็นสุข หมายถึงสภาพร่างกายที่แข็งแรง สมส่วนไม่อ้วนหรือไม่ผอมจนเกินไป ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ อวัยวะต่าง ๆ ครบถ้วนสมบูรณ์และสามารถใช้เพื่อประกอบกิจได้อย่างมีคุณภาพ ดังนั้นการเสริมสร้างร่างกายให้มีสภาพร่างกายที่เป็นสุข จึงเป็นหน้าที่ของตนเองในการที่จะดูแลรักษา สุขภาพกายหรือรักษาร่างกายอยู่เสมอด้วย การออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนและเหมาะสม การพักผ่อนให้เพียงพอ และหมั่นไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คร่างกายประจำปีเสมอ พยายามหลีกเลี่ยงและละเว้นการรับประทาน ดื่ม เสพ สิ่งเสพติดหรือสารที่เป็นพิษภัยต่อร่างกาย
1.2 จิตใจที่เป็นสุข สภาพจิตใจที่เป็นสุขนั้นได้กล่าวไว้ในหัวข้อต้น ๆ มากแล้ว แต่เพื่อ ให้เห็นชัดเจนจึงขอสรุปลักษณะของบุคคลที่มีสภาพจิตใจที่เป็นสุข ดังนี้
1) มีอารมณ์สดชื่นแจ่มใส ยิ้มแย้ม สนุกสนาน
2) มองโลกในแง่ดี ไม่หวาดระแวงจับผิดคิดร้ายใคร
3) รู้จักให้อภัยผู้อื่น ไม่ผูกใจเจ็บพยาบาท
4) มีความรู้สึกเอื้ออาทร ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น
5) มีมนุษยสัมพันธ์ดี มีความเป็นมิตรกับทุกคน
6) มีอารมณ์ขันในบางโอกาส
7) มีอารมณ์สุขหรือมองเห็นความสวยงามและความเป็นจริงของธรรมชาติ
8) ยอมรับความเป็นจริงของตนเองและมีความเชื่อมั่นในตนเอง
9) สามารถปล่อยวางไม่ยึดติด ยอมรับในความเป็นจริงของโลกธรรม 8 ได้
10) ปราศจากนิสัยและอารมณ์ที่นำมาซึ่งความทุกข์ เช่น ความเครียด ความกังวลใจ ความกลัว ความโลภ ความโกรธ ความหลง
ความสุขทางกายและความสุขทางใจนั้นมีความสัมพันธ์กัน ไม่สามารถแยกจากกันได้ ถ้าหากสุขภาพกายไม่ดี หรือกายไม่เป็นสุข เช่น มีโรคภัยไข้เจ็บ หรือโรคร้ายบางอย่างก็จะทำให้จิตใจขุ่นมัวขาดความสุขทางใจด้วย และในทางกลับกันถ้าหากมีจิตใจที่เป็นทุกข์ วุ่นวาย ตึงเครียด ก็ทำให้สุขภาพกายทรุดโทรม กินไม่ได้ นอนไม่หลับได้เช่นกัน หรือถ้าตึงเครียดอย่างรุนแรงและเรื้อรัง อาจทำให้เป็นแผลในกระเพาะอาหาร ปริมาณน้ำตาลในเม็ดเลือดสูงขึ้น หรือทำให้เกิดโรคทางกายที่เรียกว่า Psychosomatic ได้เช่นเดียวกัน
ความสุขทางกายและความสุขทางใจไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจาก การฝึกฝนอบรมและดูแลรักษาด้วยตนเอง ถ้าตนเองคอยตรวจสอบและกำกับดูแลการกระทำทางร่างกายและความคิดความรู้สึกทางอารมณ์เป็นประจำและสม่ำเสมอ ก็จะทำให้เราเข้าใจตนเอง รู้จักตนเอง และสามารถควบคุมพฤติกรรมของตน ควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ เหมาะสม ก็จะทำให้มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี คือ มีร่างกายที่เป็นสุข มีจิตใจที่เป็นสุข เมื่อเรามีกายเป็นสุขและใจที่เป็นสุขก็จะทำให้สังคมเป็นสุข ครอบครัวเป็นสุขไปด้วย
2. ครอบครัวที่มีความสุข
ครอบครัวเป็นสถาบันทาสังคมที่มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศชาติ เพราะการพัฒนาประเทศชาตินั้นต้องอาศัยบุคลากรที่มีคุณภาพ ชาติใดสังคมใดที่ประชากรของชาติของสังคมมีคุณภาพ สังคมนั้นประเทศชาตินั้นย่อมเจริญก้าวหน้า แต่ถ้าหากเป็นประชากรที่ด้วยคุณภาพ การพัฒนาก็ลำบาก เกิดปัญหาต่างๆนานา การพัฒนาเป็นไปด้วยความล่าช้า การวัดคุณภาพของประชากรนั้นก็ตรวจสอบได้จากคุณภาพทางวามคิด คุณภาพทางจิตใจและคุณภาพทางทักษะในการปฏิบัติงาน
คุณภาพทางจิตใจ มีความสำคัญยิ่งต่อการสร้างคุณภาพของคน เพราะคนที่มีความฉลาดเป็นเยี่ยมและมีความเก่งเชี่ยวชาญ ในการปฏิบัติงานเป็นยอด แต่มีจิตใจที่ต่ำ ขาดคุณธรรมก็จะเป็นปัญหาต่อประเทศชาติและสังคม ตัวอย่างเช่นปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย ที่กำลัง เผชิญอยู่ขณะนี้อาจพูดได้ว่าเป็นเพราะบุคคลที่รับผิดชอบในระดับต่าง ๆ มีคุณภาพต่ำ คำนึงถึงแต่ประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องมากกว่า ประโยชน์ส่วนรวมของชาติ จึงนำไปสู่ปัญหาของชาติ ของบ้านเมืองที่ทุกคนในประเทศองการรับผลกรรมเหล่านั้นร่วมกันอยู่ขณะนี้
บรรยากาศในครอบครัวและการอบรมเลี้ยงดูของบิดามารดาที่มีต่อลูกตั้งแต่วัยแรกเกิด วัยทารก วัยเด็ก วัยเรียน และวัยรุ่น อย่างต่อเนื่องมา จะเป็นการปลูกฝังคุณภาพทางจิตใจของบุคคลได้ดีที่สุด ถ้าบรรยากาศในครอบครัวดี เด็กๆ ได้รับการตอบสนองที่ดี ได้รับความรักความอบอุ่นที่ดี ได้เห็นแบบอย่างของพ่อแม่ที่ดี ได้รับการอบรมชี้แนะที่ดี เหมาะสมสอดคล้องกับวัยก็จะเป็นการวางรากฐานทางจิตใจของเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าถ้าครอบครัวดีมีความสุข ก็จะทำให้ลูก ๆเป็นคนดีมีสุขเช่นกัน
ลักษณะของครอบครัวที่มีความสุข ความสุขของครอบครัวหมายถึงความสุขของสมาชิก ทุกคนในครอบครัวและลักษณะของครอบครัวที่มีความสุข มีลักษณะดังต่อไปนี้
1) สมาชิกในครอบครัวมีความรักใคร่ ห่วงใย เมตตากรุณา และมีความผูกพันกัน
2) สมาชิกในครอบครัว ยอมรับและเคารพในบทบาทหน้าที่ของกันและกัน
3) สมาชิกในครอบครัวศรัทธาและภูมิใจในกันและกัน
4) สมาชิกในครอบครัวมีความซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อ ให้เกียรติกัน
5) พูดจาสุภาพอ่อนโยนต่อกัน ไม่ใช้คำพูดที่หยาบคายหรือขู่กรรโชก
6) มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ รู้จักอดกลั้น อดทน และมีความหนักแน่นต่อปัญหาต่าง ๆ 7) ใช้หลักประชาธิปไตยในการอยู่ร่วมกัน เมื่อมีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้นก็ปรึกษาหารือกัน ประนีประนอมกัน ร่วมมือกันในการแก้ปัญหา
8) จัดสรรรายได้-รายจ่ายอย่างเหมาะสม และใช้จ่ายเงินทองอย่างคุ้มค่าและมีประโยชน์ไม่ใช้จ่ายเกินตัวจนมีหนี้สินมากมาย
9) จัดสภาพแวดล้อมภายในบ้านนอกบ้านได้น่าอยู่ สะอาดสวยงามและเหมาะสม
10) ใช้คุณธรรมทางศาสนาเป็นหลักในการสร้างความสงบทางจิตใจและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้ประกอบแต่กรรมดีเสมอ
ความสุขของครอบครัวเป็นหลักชัยในชีวิตของมนุษย์ในฐานะที่เป็นสัตว์สังคมครอบครัวที่อบอุ่นและครอบครัวที่มีความสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่ความสุขในคอบครัวนั้นต้องเกิดจากการร่วมมือกันสร้างทุก ๆ คน ทั้งบิดา มารดา บุตร ธิดา แม้กระทั่งผู้อาศัยหรือคนรับใช้ก็มีส่วนรับผิดชอบด้วย เพราะการให้ความสุขแก่กันและกันนั้นเป็นหน้าที่ของทุก ๆคน บรรยากาศในครอบครัวที่ดีและอบอุ่นย่อมทำให้ผู้ที่อยู่อาศัยอบอุ่นและมีจิตใจที่ดีงาม เมื่อทุกคนในครอบครัวมีจิตใจที่ดีงาม มีความสุข ก็จะนำความดีงามหรือความสุขนั้นเข้าสู่นั้นเข้าสู่สังคมและชุมชน ทำให้สังคมดีงามและเป็นสังคมแห่งความสุข
3. สังคมที่มีความสุข
สังคมมนุษย์จะมีความแตกต่างจากสังคมของสัตว์ การรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เป็นสังคมของสัตว์นั้นจะเกิดโดยสัญชาตญาณ แต่สังคมมนุษย์นั้นเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ สังคมแห่งปัญญาเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมและอารยธรรม เมื่อมนุษย์มาอยู่ร่วมกันมากเข้าจึงจำเป็นต้องกำหนดกรอบ ความคิด กรอบการกระทำ และคุณธรรมทางจิตใจ เพื่อให้คนในกลุ่มในสังคมได้ถือปฏิบัติ เพื่อความสงบสุขและสันติของสังคมนั้นๆ กรอบความคิดและพฤติกรรมต่างๆ ที่เรียกว่าวัฒนธรรม
กรอบพฤติกรรมหรือกฎระเบียบต่างๆ ของสังคมที่กำหนดขึ้นมากเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการอยู่ร่วมกัน ให้เกิดความสงบสุขในสังคม
ลักษณะของสังคมที่มีความสุข มีลักษณะดังนี้
1. สังคมแห่งการพึ่งพาอาศัยและเกื้อกูลกัน สังคมใดก็ตาม ถ้าหากสมาชิกของสังคมให้ความช่วยเหลือกันและกันเอื้ออาทรต่อกนพึ่งพาอาศัยกัน มีความห่วงใยกัน จะทำให้สังคมน่าอยู่และเป็นสุข เช่น ในสังคมชนบทที่ห่างไกล จะเป็นสังคมที่น่าอยู่และเป็นสุขมากกว่าสังคมในเมืองใหญ่ที่ต่างคนต่างอยู่ ไม่สนใจกัน ไม่เอื้ออาทรต่อกัน
2. สังคมแห่งความเสียสละ ถ้าสมาชิกในสังคมมีความเสียสละแก่กัน การเสียสละนั้นเป็นการให้ที่ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน การเสียสละ การให้ หรือการแบ่งปันกันจะเป็นการสร้างน้ำใจสร้างความผูกพัน นำไปสู่ความรักความปรารถนาดีต่อกัน ก็ทำให้สังคมน่าอยู่และเป็นสุข
สังคมที่สมาชิกมีความเห็นแก่ตัว มีแต่จะเอาหรือแสวงหา กอบโกยจากสังคม ก็จะนำไปสู่การแก่งแย่ง แข่งขัน นำมาซึ่งความเดือดร้อน ไม่มีที่สิ้นสุด
3. สังคมแห่งคุณความดี สังคมแห่งคุณความดีเป็นสังคมที่สมาชิกในสังคมยอมรับนับถือในคุณงามความดี ยกย่องเชิดชูคนที่ทำความดี เคารพคนที่มีคุณความดีมากกว่าเคารพที่วัตถุ ทุกวันนี้สังคมมักจะชื่นชมตนที่มีเงินทองมาก ร่ำรวย หรือมีอำนาจมาก ทั้ง ๆ ที่การได้มาซึ่งทรัพย์สมบัติเหล่านั้น หรืออำนาจนั้น ๆ อาจได้มาด้วยความมิชอบ จึงทำให้คนแสวงหาวัตถุกันมากกว่าการพยายามทำความดี
4. สังคมแห่งความสามัคคี ความสามัคคีกลมเกลียวของสมาชิกในสังคมจะสร้างความเข้มแข็งและความเป็นปึกแผ่นให้กับสังคม ทำให้เกิดพลังได้มากกว่าสังคมที่แบ่งแยกหรือแตกแยก ความแตกแยกมักจะนำมาซึ่งความสูญเสีย ความพ่ายแพ้และความล้มเหลว แต่สังคมที่สามัคคีจะนำมาซึ่งชัยชนะ ความสำเร็จและความสุข
5. สังคมแห่งความเสมอภาค สังคมที่เป็นสุข สมาชิกทุกคนควรมีความเท่าเทียมกันไม่มีอภิสิทธิ์ชน มีความเท่าเทียมกันหรือเสมอภาคกันในทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การเข้าทำงาน หรือการรับบริการต่างๆ ทุกคน ทุกอาชีพ ทุกระดับต้องมีความเท่าเทียมกัน
6. สังคมแห่งความมีวินัย วินัยเป็นสิ่งที่กำกับควบคุมความประพฤติของบุคคล ถ้าสังคมมีวินัย ทุกคนปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และระเบียบกฎหมายบ้านเมือง รู้ว่าควรปฏิบัติอย่างไรในสถานการณ์ใด ก็จะทำให้เกิดความมีระเบียบ ความสวยงามในสังคม ทำให้สมาชิกของสังคมมีสุขภาพจิตที่ดี มองไปทางไหนเห็นแต่สิ่งที่สวยงามเรียบร้อย
แต่ถ้าหากสมาชิกหย่อนวินัย ไม่เคารพกฎเกณฑ์ระเบียบแบบแผน คิดอยากจะปฏิบัติเช่นไรก็ทำตามใจชอบ จอดรถตามใจชอบ ขับรถตามใจชอบ ระเบียบกฎเกณฑ์ไม่มีความสำคัญก็ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวาย ลองหลับตานึกดูว่าถ้าตนขับรถทุกคนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจราจรแล้วจะเป็นเช่นไร ไม่ว่าคนใช้ถนน คนขับรถคงสับสนอลหม่าน เกิดปัญหาต่างๆนานัปการเกิดผลเสียหายต่อสังคมส่วนรวม
7. สังคมประชาธิปไตย สังคมประชาธิปไตยหมายถึงสังคมที่ยอมรับในมติเสียงส่วนมาก เครารพในสิทธิเสรีภาพของกันและกัน ทุกคนมีอิสระและเสรีภาพของตนเอง และ ไม่ก้าวล่วงสิทธิของบุคคลอื่น เคารพความคิดเห็นของกันและกัน และเมื่อเกิดปัญหาใดๆในสังคมก็ให้ทุกคนได้มีส่วนในการแสดงความคิดเห็น ในสังคมประชาธิปไตยนั้น ทุกคนต้องมีส่วนร่วมร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ และร่วมรับในผลการกระทำนั้น ๆ ร่วมกัน ตามสัดส่วนที่เป็นธรรม
8. สังคมแหงความพอดี ความพอดี หมายถึงความเหมาะสมไม่มากเกินไปหรือไม่น้อยเกินไป การกระทำทุกๆอย่างถ้ามีความพอดีแล้วจะนำมาซึ่งความสุข เช่น การกินที่พอดี การใช้จ่ายที่พอดี การออกกำลังกายที่พอดี หรือการทำธุรกิจที่พอดีกับสถานะของตน ก็จะทำให้รู้สึกสบายใจพอใจ ไม่เครียด
จากลักษณะทั้ง 8 ประการดังกล่าวเป็นลักษณะที่เป็นสิงชี้วัดถึงความสงบสุขและความเป็นสุขของสังคม แต่มิได้หมายถึงว่า สังคมที่เป็นสุขต้องมีลักษณะเพียง 8 ประการนี้เท่านั้น คนทุกคนในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคม ถ้าให้ความร่วมมือกันและเห็นคุณค่าของสังคมและการเสริมสร้างความสุขให้กับสังคม เมื่อสังคมมีสุขก็ย่อมส่งผลต่อตนเอง ทำให้ตนเองมีความสุขด้วยเช่นเดียวกัน

สรุป
ความสุขของมนุษย์มีความหมายสองแบบ แบบที่หนึ่ง ความสุขหมายถึงความพึงพอใจที่เกิดจากการได้รับการตอบสนองในสิ่งที่พึงปรารถนา และอีกแบบหนึ่งความสุขหมายถึงความสงบทางจิตใจที่เป็นอิสระ ไม่ติดยึดกับสิ่งต่าง ๆ ซึ่งความสุขทั้ง 2 แบบนี้ ในแบบที่หนึ่งนั้นเรียกว่ากามสุขแต่ความสุขในแบบที่สองเรียกว่า “ใจเป็นสุข” แต่ตามแนวคิดทางปรัชญานั้น ที่อธิบายความสุขเป็นสามแนวคิด คือ ลัทธิสุขนิยม เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อแสวงหาความสุข มนุษย์ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขทั้งสิ้น ความสุขตามแนวคิดลัทธิวิมุตินิยม เชื่อว่าความสงบทางจิตใจเป็นภาวะที่อยู่เหนือความสุขและความทุกข์ ส่วนลักทธิปรัชญานิยมเชื่อว่าความสุขความภูมิใจอยู่ที่การค้นพบ การแสวงหาและการเรียนรู้สิ่งต่างๆชุมชนและสังคมนั้นประกอบด้วย สังคม ครอบครัว และบุคคล ดังนั้น การที่จะสร้างสังคมและชุมชนเป็นสุขได้ต้องให้บุคคลเป็นสุข ครอบครัวที่เป็นสุขและสังคมที่เป็นสุข ลักษณะของสังคมที่เป็นสุขนั้นควรเป็นสังคมแห่งการพึ่งพา อาศัยกัน สังคมแห่งความเสียสละ สังคมแห่งความสามัคคี สังคมแห่งวินัย สังคมแห่งประชาธิปไตย และสังคมแห่งความพอดี หรือความพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็กพระเจ้าอยู่หัว

29 มกราคม 2553

การพัฒนาเชิงประจักษ์


จากการเรียนการสอน รายวิชาพฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน ของนักศึกษาภาคปกติ นักศึกษาที่มีสถิติการแต่งกายในชุดนักศึกษาถูกระเบียบของมหาวิทยาลัย คือ หมู่เรียนสาขาพลศึกษา และหมู่เรียนสาขาการศึกษาปฐมวัย โดยข้อมูลได้จากการบันทึกการสังเกตในชั้นเรียน การให้ข้อมูลด้านการแต่งกายและการพัฒนาบุคลิกภาพจากคณาจารย์และเจ้าหน้าที่แผนกต่างๆ และการประเมินด้วยนักศึกษาในแต่ละชั้นปี
ผู้สอนจึงขอชมเชย และนำภาพตัวอย่างมานำเสนอเพื่อเป็นเกียรติ ส่วนนักศึกษาในหมู่เรียนที่เหลือมีพัฒนาการด้านทักษะการคิด และการพัฒนาจริยธรรมเพิ่มมากขึ้น ผู้สอนขอชื่นชมให้กำลังใจทุกๆ หมู่เรียน

21 มกราคม 2553

ภาพรวมสำหรับนักศึกษาทุกๆ ท่าน


จากการเรียน วิชาพฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน พบว่าในกิจกรรมแต่ละครั้ง และการทำรายงานด้วยตนเอง นักศึกษาแต่ละหมุ่เรียนมีความก้าวหน้าขึ้นมาก
1.สามารถศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้ด้วยตนเอง เหมาะสมกับที่เป็น Active Learner
2.มีกระบวนการคิดวิเคราะห์จากกรณีศึกษา และการใช้วิจารณญาณพัฒนาขึ้น มีวิธีการสรุป สังเคราะห์ และสร้าง Concept map ได้
สำหรับการลงมือพัฒนาตนเองในตอนที่ 3 และการเขียนรูปเล่ม อาจารย์ขอให้กำลังใจผู้เรียนทุกๆ ท่านให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

โอกาสนี้ ขอให้นักศึกษาที่ยังส่งงานยังไม่ครบหรือขาดเรียนเกิน 4 ครั้งให้เข้ามาพบผู้สอน เพื่อขอคำปรึกษาช่วยเหลือ

11 มกราคม 2553

รายงาน โครงการพัฒนาตน


ให้นักศึกษา เขียนตารางการดำเนินการตอนที่ 3 เพื่อลงมือปฏิบัติตามรูปแบบรายงานโครงการพัฒนาตน


* ลงมือเขียนโดยมี แนวทางดังตัวอย่าง

ตอนที่ 3 การดำเนินการพัฒนาตน
3.1 ตารางบันทึกกิจกรรมและให้คะแนนพฤติกรรม/กิจกรรม (3 สัปดาห์)
สัปดาห์ที่ 1 ระหว่างวันที่............................ถึงวันที่.......................................
วัน/เวลา
กิจกรรม/การกระทำที่พัฒนา
เป้าหมายกิจกรรม/การกระทำ
กำหนดเวลาที่ใช้ในกิจกรรม
การให้คะแนน
(เต็ม 10 คะแนน)
สัปดาห์ที่ 1
วัน/เดือน/ปี



29 ธันวาคม 2552

สุขสันต์ปีใหม่ 2553


ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2553 นี้

ขอให้นักศึกษาทุกๆ คน มีความสุขทั้งสุขภาพกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ

สรุปภาพรวมที่ผ่านมา ต.ค. 52-ธ.ค. 52 นักศึกษามีพัฒนาการในการพัฒนาตนเพิ่มขึ้น

สำหรับบางคนที่ท้อแท้ ขอเป็นกำลังใจให้ ทุกๆคนมีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่ดีเสมอ

หากเรียนยังไม่เข้าใจสามารถรับคำปรึกษากับผู้สอนได้

ขอให้มีความสุขในปีใหม่ 2553 ครับ

24 ธันวาคม 2552

โครงการพัฒนาตน


กำหนดการส่ง โครงร่างโครงการพัฒนาตน
25 ธันวาคม 2552 เวลา 16.30 น.

นักศึกษาท่านใดที่ยังไม่ส่ง เช่น พลศึกษา สังคมศึกษา รัฐประศาสนศาสตร์ บางคน

ส่งภายในวันที่ 4-7 มกราคม 2553 คะแนนจะเหลือ 1-3 คะแนน ดังนั้นให้ถามวิธีการจากเพื่อน และนำมาส่งตามกำหนดการที่ยืดหยุ่นให้
ขอให้นักศึกษาภาคปกติ ทุกหมู่เรียนนำมาส่งกับอาจารย์ที่ห้องพัก อาจารย์จิตวิทยา ชั้น 1 อาคาร 3 คณะครุศาสตร์

18 ธันวาคม 2552

เพิ่มเติมการเขียนโครงร่าง โครงการพัฒนาตนเอง


นักศึกษาระบุการระทำ

หรือระบุความรู้สึก /อารมณ์/ สังคม/จิตใจ/ จิตวิญญาณ เลือกมาด้านเดียวหรือสองด้านที่สัมพันธ์กัน

เพื่อนำมาพัฒนา ให้เป็นรูปธรรม

บทที่ 3 องค์ประกอบของพฤติกรรมมนุษย์

บทที่ 3
องค์ประกอบของพฤติกรรมมนุษย์

การเกิดพฤติกรรมของมนุษย์นั้น เป็นผลมาจากการผสมผสานขององค์ประกอบต่างๆในตัวมนุษย์ แล้วจึงถูกกล่อมเกลาด้วยสิ่งแวดล้อม ในบทนี้จะกล่าวถึงองค์ประกอบสำคัญที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ที่เป็นองค์ประกอบภายในตัวมนุษย์เอง ได้แก่ การรับรู้ สติปัญญา การคิด เจตคติ และอารมณ์
การรับรู้ (Perception) ความหมายของการรับรู้
การรับรู้ หมายถึง การแปลความหมายจากการสัมผัส
การรับรู้จึงต้องกระบวนการสัมผัส โดยเริ่มตั้งแต่การมีสิ่งเร้ามากระทบกับอวัยวะรับสัมผัสทั้งห้า และส่งประสาทไปยังสมองเพื่อการแปลความ
องค์ประกอบของการรับรู้
1. สิ่งเร้า ได้แก่วัตถุ แสง เสียง กลิ่น รสต่าง
2. อวัยวะรับสัมผัส ได้แก่ หู ตา จมูก ลิ้น ผิวหนัง ถ้าไม่สมบูรณ์จะทำให้สูญเสียการรับรู้ได้
3. ประสาทในการรับสัมผัส เพื่อเป็นตัวกลางส่งกระแสประสาทจากอวัยวะรับสัมผัสไปยังสมองส่วนกลางเพื่อการแปลความต่อไป
4. ประสบการณ์เดิม การรู้จัก การจำได้ ทำให้การรับรู้ได้ดีขึ้น
5. ค่านิยม ทัศนคติ เช่นการวาดรูปเหรียญ เด็กยากจนวาดเหรียญใหญ่กว่าเด็กมีเงิน รับรู้ว่า เหรียญมีค่ามาก
6. ความใส่ใจ ความตั้งใจ ข้อมูลที่สิ่งเกระทบกับอวัยวะรับสัมผัสอาจสูญหายได้ถ้าไม่มีความตั้งใจ สนใจรับรู้
7. สภาพจิตใจอารมณ์ เช่นการคาดหวัง ความดีใจ เสียใจ
8. ความสามารถทางสติปัญญา ทำให้รับรู้ได้เร็ว รวมทั้งความสามารถในการประมวลความรู้เพื่อแปลความได้เร็วขึ้น
การจัดระบบการรับรู้ (Percptual Organization) 1994:335)
มนุษย์เมื่อพบสิ่งเร้าไม่ได้รับรู้ตามที่สิ่งเร้าปรากฏแต่จะนำมาจัดระบบตามหลักดังนี้
1. หลักแห่งความคล้ายคลึง (Principle of similarity) ความว่าสิ่งเร้าใดที่มีความคล้ายกันจะรับรู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน
2. หลักแห่งความใกล้ชิด (Principle of Proximity) หมายถึง สิ่งเร้าที่มีความใกล้กันจะรับรู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน
3. หลักแห่งความสมบูรณ์ (Principle of closure) เป็นการรับรู้สิ่งที่ไม่สมบูรณ์ให้สมบูรณ์ขึ้น

สติปัญญา (Intelligence)
แมคเนมาร์ (McNemar) ได้สรุปความหมายของสติปัญญา ที่นักจิตวิทยากลุ่มต่างๆ ได้กล่าวไว้ ว่าแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มดังนี้
กลุ่มที่ 1 ให้ความหมายของสติปัญญาในแง่ของ ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม(Adaptation) ผู้ที่มีสติปัญญาสูง จะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่าผู้มีสติปัญญาต่ำ
กลุ่มที่ 2 ให้ความหมายของสติปัญญาว่า เป็นความสามารถในการแก้ปัญหา(Problem solving) ผู้มีสติปัญญาสูง จะแก้ปัญหาได้ดีกว่าผู้มีสติปัญญาต่ำ
กลุ่มที่ 3 ให้ความหมายของสติปัญญาว่าเป็นเรื่องของความสามารถในการคิดแบบนามธรรม(Abstract thinking) ผู้มีสติปัญญาสูง จะคิดแบบนามธรรมได้ดีกว่าผู้มีสติปัญญาต่ำ
กลุ่มที่ 4 ให้ความหมายของสติปัญญาว่าเป็นความสามารถในการเรียนรู้ (Learning) ผู้ที่มีสติปัญญาสูงจะเรียนรู้ได้เร็วกว่าผู้มีสติปัญญาต่ำ
การทำความเข้าใจว่าสติปัญญาคืออะไรนั้น หากได้นำแง่มุมที่นักจิตวิทยาทั้งหลายได้ให้ไว้มาผสมผสานกัน จะทำให้เข้าใจความหมายของ สติปัญญาได้กว้าง และชัดเจนขึ้น
จากข้อความที่กล่าวข้างต้นทั้งหมด อาจสรุปเกี่ยวกับสติปัญญาได้ว่า สติปัญญาเป็นความสามารถภายในตัวบุคคลที่จะทราบได้จากพฤติกรรมที่บุคคลแสดงออก ระดับของสติปัญญาสังเกตได้จากการแสดงออกที่มีความคล่องแคล่ว รวดเร็ว ความถูกต้อง ความสามารถในการคิด การแก้ปัญหา และการปรับตัว การใช้แบบทดสอบวัดสติปัญญาจะทำให้ทราบระดับสติปัญญาชัดเจนขึ้น
ทฤษฎีสติปัญญา
ได้มีการศึกษาและสรุปเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับสติปัญญาหลายทฤษฎี แต่ละทฤษฎีก็พยายามอธิบายสติปัญญาว่ามีองค์ประกอบใดบ้าง
สเปียร์แมน (Spearman) ผู้ตั้งทฤษฎี 2 องค์ประกอบ ซึ่งสรุปว่า สติปัญญาประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ ได้แก่
1. องค์ประกอบทั่วไป(General factor หรือ g factor) คือความสามารถพื้นฐานในการกระทำต่างๆ ที่ทุกคนต้องมี
2. องค์ประกอบเฉพาะ (Specific factor หรือ s factor) คือความสามารถเฉพาะที่แต่ละคนมีแตกต่างกันออกไป หรือที่เรียกกันว่า ความถนัดหรือพรสวรรค์
เธอร์สโตน (Thurstone) เจ้าของทฤษฎีหลายองค์ประกอบ แยกองค์ประกอบของสติปัญญามนุษย์ออกเป็น 7 ด้าน ได้แก่
1. ด้านความเข้าใจในภาษา(Verbal comprehension)
2. ด้านความคล่องแคล่วในการใช้ถ้อยคำ(Word fluency)
3. ด้านตัวเลข การคิดคำนวณทางคิณตศาสตร์(Number)
4. ด้านมิติสัมพันธ์ การรับรู้รูปทรง ระยะ พื้นที่ ทิศทาง(Spatial)
5. ด้านความจำ (Memory)
6. ด้านความรวดเร็วในการรับรู้(Perceptual speed)
7. ด้านการให้เหตุผล (Reasoning)
การ์ดเนอร์ (Gardner, 1986. อ้างจาก Feldman, 1994:274-275) เสนอทฤษฎีพหุปัญญา(Multiple intelligences) ซึ่งสรุปว่าสติปัญญาประกอบไปด้วยความสามารถที่แสดงออกในรูปของทักษะ7ด้าน ได้แก่
1. สติปัญญาด้านดนตรี (Musical intelligence) ได้แก่ทักษะในงานที่เกี่ยวกับดนตรี ผู้มีสติปัญญาด้านดนตรี สูงจะมีความสามารถในด้านนี้ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด เช่นการรับรู้เสียงดนตรีการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วในการเล่นดนตรี
2. สติปัญญาด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย(Bodily kinesthetic intelligence) เป็นทักษะในการใช้ร่างกายทุกส่วน หรือบางส่วนในการเคลื่อนไหว แสดงออกได้อย่างคล่องแคล่ว กลมกลืนเช่นในการลีลาศ เล่นกีฬา การฟ้อนรำ การแสดงละคร
3. สติปัญญาด้านการใช้เหตุผลเชิงคณิตศาสตร์ (Logical-mathematical intelligence) เป็นทักษะในการคิด การคำนวณ การแก้ปัญหาในเชิงคณิตศาสตร์
4. สติปัญญาด้านภาษา (Linguistic intelligence) เป็นทักษะในการใช้ภาษา การเรียงร้อยถ้อยคำในการพูด การเขียนและการสื่อความต่างๆ
5. สติปัญญาด้านมิติสัมพันธ์(Spatial intelligence) เป็นทักษะที่เกี่ยวกับมุมมอง การจัดรูปแบบ การกำหนดระยะ การเว้นช่วงระยะ การจัดลำดับ การใช้พื้นที่ และการเก็บรายละเอียดต่างๆของสิ่งที่เห็น
6. สติปัญญาด้านสัมพันธภาพกับผู้อื่น(Interpersonal intelligence) เป็นทักษะการติดต่อกับบุคคลอื่นๆความไวในการรับรู้อารมณ์ ความรู้สึก และความต้องการของบุคคลที่ติดต่อด้วย
7. สติปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง (Intrapersonal intelligence) เป็นทักษะในการรับรู้ และเข้าใจลักษณะต่างๆภายในตนเอง สามารถประเมินอารมณ์และความรู้สึกของตนเองได้ โดยสรุปแล้วทฤษฎีทางสติปัญญาแต่ละทฤษฎี ก็พยายามที่จะชี้ให้เห็นว่าบุคคลแต่ละบุคคลมีความสามารถที่แตกต่างกัน มีความแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับว่า มีสติปัญญาด้านใดสูง

สิ่งที่มีอิทธิพลต่อสติปัญญา
ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับ โดยทั่วไปว่าสิ่งที่มีอิทธิพลต่อสติปัญญา ได้แก่ พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งร่วมกันมีบทบาทต่อระดับของสติปัญญามนุษย์
พันธุกรรม เป็นการถ่ายทอดลักษณะทางสายพันธุ์จากบรรพบุรุษไปยังลูกหลานซึ่งพิจารณาได้ในเรื่องต่อไปนี้ คือ ระดับสติปัญญา เพศ วัย และเชื้อชาติ
สิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อสติปัญญานั้น เริ่มตั้งแต่การปฏิสนธิ จนถึงการเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ สิ่งแวดล้อมที่สำคัญได้แก่สิ่งต่อไปนี้ คือ ความพร้อมในการตั้งครรภ์ อาหาร โรคภัยไข้เจ็บ การประสบอุบัติเหตุ การอบรม และการจัดสิ่งแวดล้อม

การพัฒนาสติปัญญา
เนื่องจากสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสติปัญญา มีอยู่ 2 ปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ในการพัฒนาสติปัญญา จึงควรพิจารณาที่ปัจจัยทั้ง 2 นี้
1. ในเรื่องของพันธุกรรม เท่าที่จะทำได้ คือ การเลือกคู่ครอง นอกจากพิจารณาความเหมาะสมในด้านต่างๆแล้ว ระดับสติปัญญาของคู่ครอง ควรเป็นสิ่งหนึ่งที่ควรพิจารณา รวมไปถึงความพร้อมในการมีบุตร
2. ในด้านสิ่งแวดล้อมที่จะช่วยในการพัฒนาสติปัญญา ควรจะเริ่มตั้งแต่การดูแลลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ การให้อาหาร ยา การอบรมเลี้ยงดู การให้การศึกษา และจัดสิ่งแวดล้อม และประสบการณ์ต่างๆที่เหมาะสมกับตัวเด็กเพื่อให้ได้ฝึกการคิด การแก้ปัญหาและได้ปฏิบัติด้วยตนเอง เป็นการเรียนรู้และการใช้สติปัญญา

การคิด (Thinking)
การคิด เป็นกระบวนการทำงานของสมองในการสร้างสัญลักษณ์ หรือภาพ ให้ปรากฏในสมอง ความสามารถในการคิดนั้น มีความสัมพันธ์กับระดับสติปัญญา
ลักษณะพื้นฐานของการคิด
การคิด แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
1. ความคิดรวบยอด (concept)
2. จินตนาการ (imagination)
ความคิดรวบยอด เป็นลำดับขั้นที่เกิดจากการทำงานของสมอง ในการจัดกลุ่ม หรือ การสรุปรวม ที่จะทำความเข้าในสิ่งของ บุคคล เรื่องราว ประสบการณ์ ต่างๆที่ได้รับรู้ หรือต่อความคิดเห็น เพื่อให้เกิดความชัดเจน ว่าคืออะไร เช่น การรับรู้ มะม่วง ชมพู่ ส้ม มังคุด ว่าเป็นผลไม้ รับรู้ สุนัข แมว หมู เป็ด ไก่ ว่าเป็นสัตว์เลี้ยง
จินตนาการ เป็นสร้างภาพขึ้นในสมอง ตามความนึกคิดของตนเอง เป็นผลมาจากการสะสมการรับรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผสมกับ ความต้องการ ความสนใจ ความคาดหวัง อารมณ์ และความรู้สึกของบุคคล การจินตนาการในสิ่งเดียวกันของบุคคลแต่ละคน จะแตกต่างกันออกไป
ลักษณะพื้นฐานของการคิดที่กล่าวถึงข้างต้น ทำให้เกิดการคิด 2รูปแบบได้แก่
1. การคิดอย่างมีเป้าหมาย
2. การคิดอย่างไม่มีเป้าหมาย
การคิดอย่างมีเป้าหมาย เป็นกระบวนการคิดที่มีขั้นตอน มีทิศทางเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ การคิดอย่างมีเป้าหมาย ที่มีความสำคัญต่อพฤติกรรมมนุษย์ ได้แก่
1. การคิดหาเหตุผล (Reasoning) เป็นการสรุปความคิดจากข้อมูลที่มีอยู่ โดยสามารถอธิบายได้ด้วยหลักของเหตุผล ซึ่งอาจคิดจากหลักการไปสู่รายละเอียดหรือข้อเท็จจริงย่อยๆ (คิดแบบนิรนัย) หรือคิดจากข้อเท็จจริงย่อยๆไปสู่หลักการ(คิดแบบอุปนัย)
2. การตัดสินใจ (Decision Making) เป็นการเลือกทางปฏิบัติ ในกรณีที่มีตัวเลือกมากกว่า 1 ทางเลือก
3. การคิดแก้ปัญหา (problem solving) เป็นการหาวิธีจัดการกับความยุ่งยากที่เกิดขึ้น
4. การคิดสร้างสรรค์ (creativity) เป็นการหาวิธีการ แนวทาง รูปแบบ สิ่งแปลกใหม่ ที่มีประโยชน์
5. การคิดวิเคราะห์วิจารณ์(Critical thinking) เป็นการคิดถึงความสมเหตุสมผล ความเป็นไปได้ ความสอดคล้องต้องกัน โดยการพิจารณาไตร่ตรองถึงผลดี ผลเสีย อย่างรอบครอบแล้ว
การคิดอย่างไม่มีเป้าหมาย เป็นการคิดที่เป็นไปตามจินตนาการ ความรู้สึก ความคาดหวัง และอารมณ์ ขาดขั้นตอนที่ชัดเจน

เจตคติ (Attitude)
ความหมายของเจตคติ
เจตคติเป็นสภาพความพร้อมของความคิด ความรู้สึก และแนวโน้มพฤติกรรมของบุคคลอันเป็นผลมาจากประสบการณ์ สภาวะนี้ เป็นแรงที่จะกำหนดทิศทางของพฤติกรรมของบุคคล ต่อเหตุการณ์ สิ่งของ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง
องค์ประกอบของเจตคติ
เจตคติของบุคคล ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ สำคัญ ซึ่ง เฟลด์แมน (Feldman, 1994:489-490) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของเจตคติไว้เป็นรูปแบบ ABC (ABC Model)ดังนี้
1. องค์ประกอบด้านความรู้สึก (Affective component –A) เป็นความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ พอใจ ไม่พอใจ ที่บุคคลมีต่อบุคคล สิ่งของ หรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่รับรู้
2. องค์ประกอบด้านพฤติกรรม (Behavioral component-B) เป็นการเตรียมพร้อมของบุคคลที่จะแสดง หรือไม่แสดงพฤติกรรม ต่อบุคคล สิ่งของ หรือเหตุการณ์ต่างๆที่รับรู้
3. องค์ประกอบด้านความคิด (Cognitive component –C) เป็นความรู้ หรือความคิดของบุคคลที่มีต่อบุคคล สิ่งของ หรือสถานการณ์ต่างๆที่รับรู้ว่าเป็นสิ่งที่ดี ไม่ดี ถูกต้อง ไม่ถูกต้อง เหมาะสม ไม่เหมาะสม ให้คุณ ให้โทษ
องค์ประกอบทั้ง 3 นี้ จะมีความสัมพันธ์สอดคล้องกัน หากองค์ประกอบด้านใดด้านหนึ่งเปลี่ยนแปลงไป เจตคติของบุคคลนั้นก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย
ลักษณะของเจตคติ
เจตคติของบุคคลมิได้มีมาแต่กำเนิด เจตคติ มีกระบวนการพื้นฐานมาจากการเรียนรู้ จากประสบการณ์ที่ได้รับ (Baron, 1996:529) การเกิดเจตคติต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งของบุคคลนั้น เกิดได้จากหลายวิธี (ประภาเพ็ญ สุวรรณ, 2520:121-122) เช่น เกิดจากการเลียนแบบบุคคลที่เขาศรัทธา นิยมชมชอบ สังเกตจากการกระทำของบุคคลอื่น และดูผลว่าจะเกิดอะไรขึ้น จากประสบการณ์ที่นำความพอใจ หรือไม่พอใจมาให้ จากการได้รับข้อมูล ความรู้จากแหล่งต่างๆ จากกลุ่มเพื่อน จากการรับฟังความคิดเห็นของบุคคลอื่น เป็นต้น เจตคติสามารถเปลี่ยนแปลง และพัฒนาให้เกิดขึ้นใหม่ได้แต่ต้องอาศัยระยะเวลา และกระบวนการหลายอย่าง


ลักษณะของเจตคติ สรุปได้ดังนี้
1. เจตคติไม่ใช่พฤติกรรม แต่เป็นสภาวะของจิตใจซึ่งเป็นแนวโน้มของการแสดงพฤติกรรมว่าจะเป็นเชิงบวก หรือเชิงลบ
2. เจตคติเกิดจากการเรียนรู้ จากสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์ เมื่อบุคคลเรียนรู้ว่าสิ่งใดทำให้เกิดความพึงพอใจ เกิดผลดี ก็จะเกิดเจตคติเชิงบวก หากเป็นไปในทางตรงข้ามมักจะเกิดเจตคติเชิงลบ ต่อสิ่งนั้น
3. เจตคติเกิดจากการเรียนรู้ ความรู้สึกที่รุนแรง หรือที่สะสมมาเป็นเวลานาน หรือประสบการณ์ที่ทำให้เกิดความคิด ความรู้สึกที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันซ้ำๆ จะทำให้เกิดเจตคติได้เร็ว และมั่นคง
4. เจตคติเป็นสิ่งซับซ้อน บุคคลแต่ละคน จะมีเจตคติต่อสิ่งเดียวกันแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ภูมิหลังของบุคคล ประสบการณ์ การรับรู้ และการเรียนรู้ของแต่ละคนต่อสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น
5. เจตคติอาจใช้ในการคาดคะเนพฤติกรรมของบุคคลโดยทั่วไปได้ แม้จะไม่ทุกกรณีก็ตามเพราะโดยทั่วไปแล้ว บุคคลที่มีเจตคติดีต่อสิ่งใด ก็จะแสดงพฤติกรรมที่ดีต่อสิ่งนั้น เช่น ผู้มีเจตคติดีต่อกีฬา ก็จะแสดงพฤติกรรมที่ดีในเรื่องที่เกี่ยวกับกีฬา เช่น ดูกีฬา ติดตามข่าวเกี่ยวกับกีฬา เป็นต้น
6. ถึงแม้เจตคติจะมีความคงทน และแน่นอนพอสมควร แต่เจตคติก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ถ้ามีการวางเงื่อนไข หรือจัดสภาพสิ่งแวดล้อม ที่เหมาะสมกับบุคคล และดำเนินการอย่างต่อเนื่องกัน
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงเจตคติ
ปัจจัยที่พื้นฐานจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเจตคติ ที่ควรคำนึงถึงก็คือ แหล่งที่มาของข่าวสารข้อมูล เนื้อหาของข้อมูล วิธีการสื่อสาร และ กลุ่มหรือบุคคลเป้าหมายที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเจตคติ โฮฟแลนด์ จานิส และ เคลลี (Hovland, Janis, และ Kelly, 1985อ้างจาก Baron, 1996:529-530) ได้เสนอผลการศึกษาที่พบว่าปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงเจตคติดังต่อไปนี้
1. ผู้เชี่ยวชาญ จะมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงเจตคติของบุคคล มากกว่าผู้ไม่เชี่ยวชาญ เพราะบุคคลทั่วไปย่อมจะศรัทธา และให้ความเชื่อถือในผู้เชี่ยวชาญมากกว่าอยู่แล้ว (Hovland & Weiss,1955)
2. ข้อมูลข่าวสารที่เป็นกลาง จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงเจตคติของบุคคล มากกว่าข้อมูลข่าวสารที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีเจตนาที่ให้ผู้รับคล้อยตาม และบ่อยครั้งที่ข้อมูลข่าวสารประเภทหลังนี่ ได้รับการต่อต้านแทนที่จะได้รับการคล้อยตาม (Walster & Festinger, 1962)
3. แหล่งข้อมูลที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จัก อยู่ในความสนใจ และได้รับความนิยมชมชอบ มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงเจตคติ มากกว่าแหล่งข้อมูล ที่ธรรมดาทั่วๆไป (Kiesler&Kiesler,1969)
4. บุคคลที่มีอัตมโนทัศน์ (self-concept) ต่ำ จะถูกชักจูงให้เปลี่ยนแปลงเจตคติได้ง่ายกว่าบุคคลที่มีอัตมโนทัศน์สูง (Janis,1954)
5. กับบุคคลที่รู้ข้อมูลด้านเดียว การสื่อสารที่ให้ข้อมูลข่าวสารทั้ง 2 ด้าน คือทั้งด้านดี และ ด้านไม่ดี จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเจตคติได้ดีกว่า ส่วนบุคคลที่รู้ข้อมูลทั้ง 2 ด้าน การสื่อสารที่ให้ข้อมูลด้านเดียว จะให้ผลในการเปลี่ยนแปลงเจตคติได้ดีกว่า
6. วิธีการสื่อสารด้วยการพูดที่คล่อง ชัดเจน และเป็นธรรมชาติ จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลง เจตคติ มากกว่าการพูดช้าๆ และไม่ต่อเนื่อง เพราะการพูด แสดงถึงการมีความสามารถ และความน่าเชื่อถือ (Miller,และคณะ:1976)

อารมณ์ (Emotion)
ความหมาย
นายแพทย์เทิดศักดิ์ เดชคง (2542:20) กล่าวถึงอารมณ์ว่า เป็นสภาวะทางจิตใจที่มีผลมาจากตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น ทั้งที่มาจากภายใน ได้แก่ความไม่สบาย ความเจ็บปวด และอาจมาจากสิ่งเร้าภายนอก เช่น บุคคล อุณหภูมิ ดินฟ้าอากาศ อารมณ์อาจมีความหมายได้หลายแง่ ทั้งแง่ดี แง่ไม่ดี
อารี เพชรผุด (2541:210) ให้ความหมายไว้ว่า อารมณ์ คือภาวะที่อินทรีย์ (Organism) ถูกเร้า ให้เกิดการตอบสนอง หรือที่เรียกว่า ผลกระทบจากสิ่งเร้า ไม่ว่าผลกระทบนั้นจะหนักหรือ เบา ก็ตาม จะทำให้เกิดปฏิกิริยาขึ้นได้และมีการแสดงออกได้เป็น 3 แบบ คือ
1. แบบที่เกิดทันทีทันใด (Emotional experience) เช่น รู้สึกโกรธ กลัวดีใจ
2. พฤติกรรมที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากอารมณ์ (Emotional behavior) เช่นกล่าวคำสบถสาบานเมื่อรู้สึกโกรธ กระโดดโลดเต้นเมื่อรู้สึกดีใจ
3. เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย (Physical change) เช่น หน้าแดง มือสั่น ปากสั่น
อารมณ์กับความรู้สึกเป็น สิ่งที่ต่อเนื่องกัน และยากที่จะแยกแยะว่าอันไหนเป็นความรู้สึก (Feeling) อันไหนเป็นอารมณ์ (emotion) เพราะเป็นภาวะที่ต่อเนื่องกัน จากความรู้สึกที่ธรรมดา ไปจนถึงความรู้สึกที่ธรรมดา ไปจนถึงความรู้สึกที่รุนแรง
Feldman (1994:320) กล่าวว่า อารมณ์ เป็นความรู้ต่างๆ(Feeling) เช่น สุข เศร้า เสียใจ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมีผลต่อ กระบวนการทางสรีระ และทางความคิด ซึ่งร่วมกันทั้งหมดมีผลต่อการแสดงพฤติกรรม
Baron (1996:354)สรุปไว้ว่า อารมณ์เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากกรเปลี่ยนแปลงกายภาพ ระดับของการคิดแบบอัตนัย และพฤติกรรมที่แสดงออก
อาจกล่าวสรุปได้ว่า อารมณ์เป็นความรู้สึกชนิดต่างๆ ที่บุคคลมีต่อสิ่งเร้า ความรู้สึกเหล่านี้ อาจรุนแรง หรอเบาบางกว่าปกติ และอาจเกิดขึ้นพร้อมกับมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพร่วมไปด้วย

ทฤษฎีทางอารมณ์
ทฤษฎีของเจมส์ – แลงค์ ( James-Lange -Theory) เป็นทฤษฎีที่วเลี่ยม เจมส์ (William James) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน และ คาร์ล จี แลงค์ (Carl G.Lange) แพทย์ชาวเดนมาร์ก ทั้ง 2 มีแนวคิดที่ตรงกันว่า อารมณ์เป็นผลที่เกิดเนื่องมาจาก มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ในขณะที่ระบบประสาทรับการสัมผัสจากสิ่งเร้า และสั่งการไปยังกล้ามเนื้อให้มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างทันทีทันใด แล้วจึงเกิดอารมณ์ (Baron,1996:354) เช่น เรารู้สึกว่ามีสิ่งเปียกๆ เหนียวๆ หล่นใส่แขนเราสลัดทันที เมื่อเรารู้ภายหลังว่าสิ่งนั้น คือ อะไรเราจึงเกิดอารมณ์ต่างๆ ตามมา อาจกลัวถ้าเป็นงู อาจเกลียดถ้าเป็นตุ๊กแก อาจขยะแขยงถ้าเป็นน้ำมูก หือขบขันถ้าเป็นยางที่ทำเป็นรูปสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ
ทฤษฎีของเคนนอน- บาร์ด (Cannon –Bard Thry) ผู้ตั้งทฤษฎีนี้คือ วอลเตอร์ บี แคนนอน (Walter B. Cannon) และ บาร์ด (Bard) ซึ่งเปฯศิษย์ของ แคนนอน เขาได้อธิบายการเกิดอารมณ์ว่า เมื่ออินทรีย์หรือร่างกายรับสัมผัสจากสิ่งเร้าภายนอกแล้ว จะรายงานมายังสมองส่วนกลาง (Thalamus) แล้วส่งต่อไปยังสมองส่วนกลางภายใน (Hypothalamus) ซึ่งเป็นแหล่งที่เกิดจากอารมณ์ จากนั้นเป็นการสั่งการให้กล้ามเนื้อตอบสนองต่อสิ่งเร้า ทฤษฎีนี้บางที่เรียกว่า Canon’s Thalamic Theory (Shaver,1993:152)
ทฤษฎีของชัคเตอร์ – ซิงเกอร์ (Schacter -Singer) บางทีเรียกว่า “ ทฤษฎีการที่แสดงถึงการรู้การเข้าใจ” (Cognitive Labeling Theory) ซึ่งเสนอโดย ชัชเตอร์ (Schachter) และ ซิงเกอร์ (Singer) เป็นทฤษฎีที่เน้นใน 2 องค์ประกอบที่สำคัญ (Baron,1996 : 355) คือ การรู้การเข้าใจและ สถานการณ์ในสังคม ที่มีบทบาทต่อการกำหนดสภาวะอารมณ์ คือ การที่บุคคลจะมีอารมณ์แบบใดขึ้นอยู่กับ การรู้และเข้าใจสิ่งแวดล้อมทางสังคม และการเลือกตอบสนองของบุคคล ทฤษฏีนี้มีการเปรียบเทียบมนุษย์เหมือนตู้เพลง การหยอดเหรียญลงไป เท่ากับเป็นการถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าภายนอก เข้าไปปลุกระบบที่ทำให้เกิดอารมณ์แต่จะเป็นเพลงแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับผู้ที่เลือกเพลงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ทฤษฎีอารมณ์ตู้เพลง” (Jukebox Theory of Emotion)
หน้าที่ของอารมณ์
การที่มนุษย์มีอารมณ์ ต่างๆที่ทำให้ชีวิตไม่จืดชืด มีสีสันที่น่าสนใจขึ้น นักจิตวิทยาพยายามแสดงให้เห็นถึงหน้าที่สำคัญของอารมณ์ที่มีต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งมีดังนี้
(Schere, 1984 อ้างจาก Feldman, 1994:321-322)
1. เตรียมพร้อมในการกระทำต่างๆของเรา (Preparing) อารมณ์ ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างสถานการณ์จากสิ่งแวดล้อมภายนอก กับแสดงพฤติกรรมตอบสนองของบุคคล เชื่อ เห็น สุนัขคำรามและวิ่งเข้าใส่เรา การเกิดอารมณ์(กลัว) จะประสานกับการกระตุ้นระบบของร่างกายให้เกิดพฤติกรรมวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว
2. ตกแต่งพฤติกรรมของเรา (Shaping) อารมณ์ทำหน้าที่ในการเรียนรู้ข้อมูลต่างๆ ที่จะช่วยกล่อมเกลาพฤติกรรมการตอบสนองของเราให้มีความเหมาะสม การแสดงพฤติกรรมของบุคคลในขณะที่อารมณ์ไม่ดี จะสอนให้บุคคลรู้ว่า ในคราวต่อไปควรจะแสดงออกเช่นไร จึงจะเหมาะสมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
3. ช่วยให้เรามีพฤติกรรมด้านสังคมที่เป็นระบบระเบียบขึ้น (Helping) ประสบการณ์ทางอารมณ์ ที่เราได้รับจากการพบปะกับบุคคลต่างๆ จะสังเกตได้จากการสื่อสารกันทั้งจากการพูดและจากการแสดวสีหน้า ท่าทาง ที่บุคคลแสดงโต้ตอบเราจะช่วยให้เราเข้าใจว่า ในคราวต่อไปเราควรแสดงพฤติกรรมการโต้ตอบทางังคมอย่างไร จึงจะดูดีและเป็นที่ยอมรับ
การพัฒนาความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์
ซาโลเวย์ (Salovey, 1988 อ้างอิงจาก Goleman, 1995. 42-44) กล่าวถึงองค์ประกอบที่สำคัญของความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ไว้ ด้านได้แก่
1. การรู้จักอารมณ์ตนเอง (Know one’s emotion)
2. การจัดการ(บริหาร)อารมณ์ตนเอง(managing emotion)
3. การสร้างการจูงใจให้ตนเอง(motivating oneself)
4. การหยั่งรู้อารมณ์ของผู้อื่น(recognizing emotions in others)
5. การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
ในการพัฒนาความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ จะต้องพัฒนาในแต่ละองค์ประกอบต่อไปนี้ (นันทนา วงษ์อินทร์, 2542:30-37 ) คือ
1. การรู้จักอารมณ์ของตนเอง (Know one’s emotion)
เป็นการรู้ว่าอารมณ์ของตนเป็นเช่นไรทั้งตามปกติและรู้ถึงลักษณะและการแสดงออกของอารมณ์ที่ไม่ปกติ (อารมณ์ชั่ววูบ) รวมถึงผลย้อนกลับของอารมณ์ต่างๆ ของตน
แนวทางในการพัฒนาการรู้จักอารมณ์ตนเอง ทำได้ดังนี้คือ
1. ให้เวลาแก่ตนเองในการทบทวนอารมณ์ของตน พิจารณาว่าเราเป็นคนที่มีลักษณะอารมณ์เช่นไร มักจะคล้อยตามอารมณ์ตนเอง คล้อยตามอารมณ์ผู้อื่น หรือคล้อยตามสิ่งแวดล้อมภายนอก
- ทบทวนลักษณะการแสดงอารมณ์-เราได้แสดงอาการใดออกไป
- ทบทวนผลย้อนกลับจากการแสดงอารมณ์ของเรา
- รู้สึกอย่างไรกับผลย้อนกลับ(พอใจ , ไม่พอใจ)
- คิดอย่างไรกับผลย้อนกลับ (เหมาะสม, ไม่เหมาะสม)
- ถ้ารู้สึกว่าไม่พอใจ คิดว่าไม่เหมาะสม หาวิธีการที่ดีกว่าสำหรับใช้ในคราวต่อไป
- ถ้ารู้สึกว่าพอใจ เหมาะสมแล้ว ต้องแน่ใจว่าไม่มีการเข้าข้างตัวเอง หรือหลอกตัวเองแล้วใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป
2. ฝึกการรู้ตัวบ่อยๆ มีสติกับการรู้ตัว
- ขณะนี้เรากำลังรู้สึกอย่างไรกับตัวเองหรือกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆตัวเรา
- รู้สึกสบายใจ, ไม่สบายใจ
- คิดอย่างไรกับความรู้สึกนั้น
- ความคิด/ความรู้สึกมีผลอย่างไร กับการแสดงออกของตนเอง
2. การจัดการ(บริหาร) อารมณ์ของตนเอง(managing emotions)
เป็นความสามารถในการควบคุมอารมณ์และแสดงออกได้อย่างเหมาะสม กับบุคคลสถานที่ เวลาและเหตุการณ์ ทั้งอารมณ์ดีและอารมณ์ไม่ดี ให้เกิดความสมดุล ในการจัดการกับ อารมณ์ของตนเองนี้จะทำได้ดีเพียงใดนั้นสืบเนื่องมาจากการรู้จักอารมณ์ของตนเอง
การฝึกการจัดการอารมณ์ของตนเอง
1. ทบทวนว่าอะไรบ้างที่เราทำลงไปเพื่อตอบสนองอารมณ์ที่เกิดขึ้น ดูด้วยว่าผลที่เกิดขึ้นตามมาเป็นเช่นไร
2. เตรียมการในการแสดงอารมณ์ ตั้งใจไว้เกี่ยวกับการแสดงอารมณ์ในคราวต่อไป ฝึกการสั่งตัวเองว่าทำอะไร จะไม่ทำอะไร
3. ฝึกการรับรู้สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว หรือที่เราต้องเกี่ยวข้อง ในด้านดี มอง-ฟัง สิ่งดี-สร้างอารมณ์แจ่มใสเกิดความสบายใจ
4. ฝึกการสร้างความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง/ผู้อื่น/สิ่งอื่นที่อยู่รอบตัว ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากข้อ 3 ทำให้เกิดความคิดที่ดี การกระทำที่ดี ทำให้เกิดผลย้อนกลับที่ดีต่อทั้งตนเองและผู้อื่น
5. ฝึกการมองหาประโยชน์/โอกาสจากอุปสรรค/ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยการเปลี่ยนมุมมอง -มองหาแง่ดี -โดยคิดว่าเป็นสิ่งท้าทาย ให้เราได้แสดงความสามารถ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วกับเรามีทางเลือกมากกว่า 1 ทาง จงเลือกทางที่เป็นประโยชน์ที่สุดหรือมีโทษน้อยที่สุด
6. ฝึกการผ่อนคลายความเครียดที่เกิดจากอาการไม่ดี โดยเลือกวิธีที่เหมาะกับตนเอง เพราะถ้ามีความเครียดมากๆ จะไม่มีพลังพอที่จะให้หลุดพ้นการครอบงำอารมณ์ เมื่อควบคุมอารมณ์ได้แล้วก็จะได้หาทางระบายอารมณ์ในทางที่เหมาะสมต่อไป
3. การสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง (Motivating oneself)
เป็นการมองโลกในแง่ดีของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเองและสร้างความเชื่อมั่นว่า เราสามารถอยู่กับสิ่งนั้นได้ เราสามารถทำได้ เราสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทั้งนี้เพื่อให้เกิดกำลังใจที่จะสร้างสรรค์สิ่งดี มุ่งไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ผู้ที่มีความสามารถและทักษะในด้านนี้ มีแนวโน้มว่าจะเป็นผู้ปฏิบัติงาน หรือสิ่งต่างๆที่ต้องทำในชีวิต ได้อย่างมีคุณค่า
แนวทางในการสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง
วิธีการที่จะสร้างความเข้มแข็งของอารมณ์เพื่อเกิดความมุ่งมั่นที่จะกระตุ้นตัวเองให้มีการปฏิบัติไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ซึ่งอาจทำให้ได้ดังนี้
1. ทบทวนว่าสิ่งที่สำคัญในชีวิตของเรามีอะไรบ้าง ที่เราต้องการ อยากได้ อยากมี อยากเป็น จัดอันดับความสำคัญ แล้วพิจารณาว่าการจะบรรลุสิ่งที่ต้องการแต่ละสิ่งนั้น สิ่งใดที่มีทางเป็นไปได้ สิ่งใดเป็นไปไม่ได้ สิ่งใดจะเกิดประโยชน์ สิ่งใดจะเกิดโทษ
2. นำความต้องการในข้อ 1. ที่เป็นไปได้และเกิดประโยชน์มาตั้งเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนให้แก่ตนเอง แล้ววางขั้นตอนที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมายนั้น
3. ในการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ต้องระวังอย่าให้เหตุการณ์บางอย่างมาทำให้ไขว้เขวไปจนออกนอกทางที่จะบรรลุเป้าหมาย
4. ถ้าท่านเป็นบุคคลประเภท “สมบูรณ์แบบ” (Perfectionist) (คือทุกอย่างที่เกี่ยวกับท่านต้องดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุด ผิดพลาดไม่ได้) ต้องพยายามลดความสมบูรณ์แบบลง ฝึกสร้างความยืดหยุ่นในอารมณ์ จะได้ไม่เครียด ผิดหวัง เสียกำลังใจหากเกิดสิ่งผิดพลาดบกพร่องขึ้น
5. ฝึกการมองหาประโยชน์จากอุปสรรค มองหาสิ่งดีจากสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นแล้ว (เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเปลี่ยนให้ไม่เกิดไม่ได้) เพื่อสร้างความรู้สึกดีๆที่จะเป็นพลังให้เกิดสิ่งดีอื่นๆต่อไป
6. ฝึกสร้างทัศนคติที่ดี (ใช้พื้นฐานจากข้อ 5) ทำความเข้าใจในเรื่องการมองโลกแง่ดี หามุมมองที่ดีในเรื่องที่เราไม่พอใจ มองปัญหาให้เป็นการเรียนรู้ การคิดในแง่ดีทำให้รู้สึกดี มีพฤติกรรมที่ดี เกิดความพึงพอใจ เป็นการเพิ่มพลัง-แรงจูงใจให้ตัวเอง
7. หมั่นสร้างความหมายในชีวิตให้แก่ตนเอง มองสิ่งดีในตนเอง นึกถึงสิ่งทีสร้างความภูมิใจแม้จะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆ ในตัวเราและพยายามใช้สิ่งดีในตนสร้างให้เกิดคุณค่าแก่ทั้งตนเองและผู้อื่นอยู่เสมอ ก็จะยิ่งเพิ่มพูนความหมายในชีวิตมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มแรงที่จะรู้สึก-คิด-และปฏิบัติสิ่งต่างๆ
8. ให้กำลังใจตัวเอง คิดอยู่เสมอ ว่าเราทำได้ –เราจะทำ-ลงมือทำ
4. การหยั่งรู้อารมณ์ผู้อื่น (Recognizing emotion in others)
เป็นความสามารถในการรับรู้อารมณ์–ความรู้สึกของผู้อื่น มีความเข้าใจ เห็นใจผู้อื่นสามารถปรับความสมดุลของอารมณ์ตนเอง ตอบสนองต่อผู้อื่นได้อย่างสอดคล้องกัน ความสามารถในด้านนี้เป็นทักษะทางสังคม ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตอยู่ทั้งในครอบครัว ในงานอาชีพ
ในสังคมทั่วไป เพราะเราต้องพบปะมีสัมพันธภาพกับผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แนวทางการฝึกการหยั่งรู้อารมณ์ผู้อื่น
1. ให้ความสนใจการแสดงออกของผู้อื่น โดยการสังเกตสีหน้า, แววตา, ท่าทาง, การพูด,ถ้อยคำน้ำเสียง ตลอดจนการแสดงออกอื่นๆ ฝึกสังเกตบ่อยๆ จะเห็นอารมณ์ของเขาจากสิ่งต่างๆ เราสังเกตโดยเฉพาะสีหน้าแววตา จะสังเกตได้ง่ายกว่าจุดอื่น
2. อ่านอารมณ์ความรู้สึกของเขาจากสิ่งที่สังเกตเห็น ว่าเขากำลังมีอารมณ์ความรู้สึกใด อาจตรวจสอบโดยการถามความรู้สึกของเขา แต่การตรวจสอบต้องทำในสภาพเหมาะสม มิฉะนั้นอาจเป็นการทำลายความรู้สึกกันได้ ถ้าเราได้ฝึกการให้ความสนใจและการสังเกตบ่อยๆ จะมีความชำนาญในการรับรู้อารมณ์ความรู้สึกและการอ่านความรู้สึกของบุคคลมากขึ้น
3. ทำความเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึกของบุคคลตามสภาพที่เขาเผชิญอยู่หรือที่เรียกกันทั่วไป คือ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ถึงแม้จะไม่ถูกต้องทุกประการแต่ก็จะมีความคล้ายคลึงหรือใกล้เคียงบ้าง
4. แสดงการตอบสนองอารมณ์ ความรู้สึก ผู้อื่นที่เป็นการแสดงว่าเข้าใจ, เห็นใจกัน ทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกที่ดีต่อกัน
5. การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน (Handling relationship)
เป็นความสามารถในการอยู่ร่วมกันและทำงานร่วมกับผู้อื่นโดยมีความสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน และสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ ผู้ที่มีความสามารถและทักษะด้านนี้จะสามารถใช้ทั้งความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม ในการอยู่ร่วมกันกับบุคคลต่างๆ ได้อย่างราบรื่น
แนวทางในการพัฒนาการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
1. การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จำเป็นต้องมีพื้นฐานมาจากการมองตนเองและผู้อื่นในแง่ดี สร้างอารมณ์ที่ดีต่อกัน การฝึกสร้างความรู้สึกที่ดีต่อผู้อื่น-เห็นใจผู้อื่นจะทำให้การเริ่มต้นของการมีสัมพันธ์ภาพที่ดีเกิดขึ้น
2. ฝึกการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ-สร้างความเข้าใจที่ตรงกัน ชัดเจน ฝึกการเป็นผู้ฟังและผู้พูดที่ดี ที่สำคัญต้องคำนึงถึงความรู้สึกของผู้รับการสื่อสารด้วย (สื่อสารกันด้วยหัวใจ)
3. ฝึกการแสดงน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อรู้จักการให้-การรับ-การแลกเปลี่ยน ให้เกิดคุณค่า เกิดประโยชน์ สำหรับตัวเอง และสำหรับบุคคลที่เกี่ยวข้อง
4. ฝึกการให้เกียรติผู้อื่นอย่างจริงใจ- ให้การยอมรับ เพราะเป็นสิ่งที่จะทำให้ผู้รับมีความภาคภูมิ และความรู้สึกที่ดีตอบแทนมา
5. ฝึกการแสดงความชื่นชอบ ชื่นชม และให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ตามวาระที่เหมาะสม

11 ธันวาคม 2552

สอบกลางภาค


เตรียมสอบกลางภาค

1. สัปดาห์ที่ 8 ระหว่าง วันที่ 21 ธันวาคม - 25 ธันวาคม 2552 เป็นช่วงสอบกลางภาคของนักศึกษาภาคปกติ วันที่ 16-17 มกราคม 2553 เป็นช่วงสอบกลางภาค ของนักศึกษา กศบป.

ข้อสอบ เน้นที่ความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาวิชา และการนำมาใช้ โดยสัมพันธ์กับบทที่ 1-6 ในเอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ดังนั้น นักศึกษาสามารถอ่านทบทวนทำความเข้าใจและเตรียมตัวให้พร้อม

2. คะแนนเก็บระหว่างภาคเรียน อาจารย์ผู้สอนจะประกาศไว้ในเว็บบล็อกรายวิชา ภายในวันที่ 31 มกราคม 2553 ตามหมู่เรียน และวันเวลาที่เรียน ประกาศโดยเรียงตามรหัสนักศึกษา

* คะแนนเก็บระหว่างภาคเรียน (หลังสอบกลางภาค) 44.5 % (เต็ม 80%)
1.1 สอบกลางภาค 10 %
1.2 โครงการพัฒนาตน 12 % (เต็ม25%)
1.3 การวิเคราะห์ตนเอง ทักษะทางปัญญา ในบันทึกประจำวัน 2.5 % (เต็ม 5 %)
1.4 ศึกษาด้วยตนเอง ความรับผิดชอบ จริยธรรมในบันทึกประจำวัน 5 % (เต็ม 10%)
1.5 การร่วมกิจกรรม ทักษะมนุษยสัมพันธ์ 5 % (เต็ม 10%)
1.6 การนำเสนอผลงาน ทักษะการสื่อสาร การใช้เทคโนโลยี 5 % ( เต็ม 10%)
1.7 การเข้าชั้นเรียน ตรงต่อเวลา เคารพกฎของห้องเรียน 5 % (เต็ม 10%)

30 พฤศจิกายน 2552

การค้นคว้าด้วยตนเอง


เนื่องจากมีการหยุดการเรียนการสอนวิชาพฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน ใน สัปดาห์ที่ 5-6 ระหว่างวันที่ 2-7 ธันวาคม 2552
อาจารย์ประจำวิชาจึงให้ นักศึกษาทุกหมู่เรียน ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ดังนี้


การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
ให้นักศึกษาเขียนโครงร่าง โครงการพัฒนาตนเอง โดยรวบรวมข้อมูลจากเครื่องมือต่างๆ ดังนี้
1.ข้อมูลจากบันทึกประจำวัน ได้แก่ ความรู้สึก การกระทำ ของนักศึกษาแต่ละคนที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ทุกวันทุกสัปดาห์
2.การกระทำที่ต้องการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นจากการระบุในบันทึกประจำวันของแต่ละคน
3.สิ่งที่เห็นว่าไม่น่ากระทำ (ของตัวนักศึกษาเอง) จากการทำกิจกรรมผังครอบครัว
โดยระบุโครงร่างตามรูปแบบ


โครงร่างการพัฒนาตนเอง
ชื่อ................................นามสกุล.....................
รหัสนักศึกษา..................................................
สาขาวิชา.........................................................
วัน/เวลาที่เรียน................................................
พฤติกรรมที่ต้องการพัฒนา
1.ด้านการกระทำ อารมณ์ ความรู้สึก(จิตใจ) สังคม จิตวิญญาณ ที่นักศึกษาต้องการปรับปรุงในทางที่ดีขึ้น
................................................................................................................................................
................................................................................................................................................

2.เหตุผลที่ต้องการปรับปรุงในทางที่ดีขึ้น
...................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
การวิเคราะห์พฤติกรรม ความรู้สึกของตนเอง
พฤติกรรม หรือความรู้สึกที่ต้องการพัฒนา................................................................................................
สาเหตุ 1...................................................................................................................................................
2...................................................................................................................................................
3...................................................................................................................................................
4..................................................................................................................................................
5..................................................................................................................................................

วิธีการพัฒนาตนเอง
เขียนระบุวิธีการเพื่อปรับปรุง ตามสาเหตุที่พบ และเพิ่มเติมหลักวิธีการจาก เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา
1........................................................................................................................................................................
2........................................................................................................................................................................
3........................................................................................................................................................................
4........................................................................................................................................................................
5........................................................................................................................................................................
หลักการ หัวข้อ หรือ แนวคิด จากบทที่ 1-10 ในเอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ที่นักศึกษาจะนำมาเป็นแนวทางการพัฒนา
บทที่ 1 ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์
หลักการ แนวคิด หรือหัวข้อ ในบทนี้เพียง 1 หลักการที่เลือกมาเป็นส่วนประกอบในวิธีการพัฒนา...............................................................................................

เหตุผลที่เลือกมาเป็นวิธีการพัฒนา..................................................................................................................
บทที่ 2 ปัจจัยพื้นฐานของพฤติกรรม
หลักการ แนวคิด หรือหัวข้อ ในบทนี้เพียง 1 หลักการที่เลือกมาเป็นส่วนประกอบในวิธีการพัฒนา........................................................................................................................................................................ เหตุผลที่เลือกมาเป็นวิธีการพัฒนา..................................................................................................................
บทที่ 3 องค์ประกอบของพฤติกรรม
หลักการ แนวคิด หรือหัวข้อ ในบทนี้เพียง 1 หลักการที่เลือกมาเป็นส่วนประกอบในวิธีการพัฒนา........................................................................................................................................................................ เหตุผลที่เลือกมาเป็นวิธีการพัฒนา.................................................................................

บทที่ 4 การศึกษาตนเองและการพัฒนาตน
หลักการ แนวคิด หรือหัวข้อ ในบทนี้เพียง 1 หลักการที่เลือกมาเป็นส่วนประกอบในวิธีการพัฒนา.................................................................................
เหตุผลที่เลือกมาเป็นวิธีการพัฒนา.................................................................................
บทที่ 5 การบริหารเวลา
หลักการ แนวคิด หรือหัวข้อ ในบทนี้เพียง 1 หลักการที่เลือกมาเป็นส่วนประกอบในวิธีการพัฒนา.................................................................................
เหตุผลที่เลือกมาเป็นวิธีการพัฒนา.................................................................................
บทที่ 6 หลักการสร้างมนุษยสัมพันธ์
หลักการ แนวคิด หรือหัวข้อ ในบทนี้เพียง 1 หลักการที่เลือกมาเป็นส่วนประกอบในวิธีการพัฒนา.................................................................................
เหตุผลที่เลือกมาเป็นวิธีการพัฒนา.................................................................................
บทที่ 7 การติดต่อสื่อสารเพื่อการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
หลักการ แนวคิด หรือหัวข้อ ในบทนี้เพียง 1 หลักการ ที่เลือกมาเป็นส่วนประกอบในวิธีการพัฒนา.................................................................................
เหตุผลที่เลือกมาเป็นวิธีการพัฒนา.................................................................................
บทที่ 8 การทำงานเป็นทีม
หลักการ แนวคิด หรือหัวข้อ ในบทนี้เพียง 1 หลักการ ที่เลือกมาเป็นส่วนประกอบในวิธีการพัฒนา.................................................................................
เหตุผลที่เลือกมาเป็นวิธีการพัฒนา.................................................................................
บทที่ 9 แรงจูงใจในการทำงาน
หลักการ แนวคิด หรือหัวข้อ ในบทนี้เพียง 1 หลักการ ที่เลือกมาเป็นส่วนประกอบในวิธีการพัฒนา.................................................................................
เหตุผลที่เลือกมาเป็นวิธีการพัฒนา.................................................................................
บทที่ 10 การสร้างชีวิตให้เป็นสุข
หลักการ แนวคิด หรือหัวข้อ ในบทนี้เพียง 1 หลักการ ที่เลือกมาเป็นส่วนประกอบในวิธีการพัฒนา.................................................................................
เหตุผลที่เลือกมาเป็นวิธีการพัฒนา.................................................................................

เวลาที่ใช้ในการพัฒนาพฤติกรรม
นักศึกษาเขียนตารางเวลาพัฒนาพฤติกรรม หลังเรียนบทที่ 5 เรื่อง การบริหารเวลา

กำหนดการทำงาน และการให้คะแนน

1.ก่อนและระหว่างสอบปลายภาค
วันที่ 14-20 ธันวาคม 2552 ส่งเอกสาร โครงร่างโครงการพัฒนาตน 3 คะแนน (ลงชื่อส่งกับอาจารย์)
วันที่ 21-30 ธันวาคม 2552 ส่งเอกสารพัฒนาตน ตอนที่ 1-2 การรู้จักตน และแผนการพัฒนาตน 7 คะแนน (ลงชื่อส่งกับอาจารย์)


27 พฤศจิกายน 2552

ข่าวประชาสัมพันธ์รายวิชา


เนื่องด้วย ในวันที่ 2-4 ธันวาคม 2552
อาจารย์ประจำวิชา ไปราชการที่กรุงเทพมหานคร
จึงให้นักศึกษานำการเรียนการสอนสัปดาห์ที่ 13 คือ การค้นคว้าด้วยตนเองมาเรียนในสัปดาห์ดังกล่าว
หมู่เรียนที่ต้องค้นคว้าด้วยตนเอง ได้แก่ วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์,พลศึกษา,สังคมศึกษา และรัฐประศาสนศาสตร์
ส่วนการศึกษาปฐมวัย เข้าเรียนตามปกติ

หัวข้อการค้นคว้าด้วยตนเอง
1.อ่านบทความ "หากหัวใจในห้องว่าง" และสรุปใจความเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้
2.อ่านบันทึกประจำวันของตนเอง แล้วนำความรู้สึกทางบวก เช่น ดีใจ สุข และความรู้สึกทางลบ เช่น เศร้า เบื่อ มาตรวจสอบจำนวนครั้งที่มีความรู้สึกเหล่านั้น ในช่วงเดือนตุลาคม ถึงพฤศจิกายน เพื่อนำมาสร้างแผนภูมิแท่ง
3.ทำกิจกรรมในหนังสือแบบฝึกปฏิบัติรายวิชา กิจกรรมที่1.1.1-1.3.2

บทที่ 2 ปัจจัยพื้นฐานของพฤติกรรม


บทที่ 2
ปัจจัยพื้นฐานของพฤติกรรม

ปัจจัยพื้นฐานทางชีววิทยา
การศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ นักจิตวิทยาต้องศึกษาเพื่อทำความเข้าใจธรรมชาติ
ทางชีววิทยาควบคู่กันไปด้วย ทั้งนี้เพราะว่าพฤติกรรมของมนุษย์นั้นมีความสัมพันธ์กับระบบ
สรีรวิทยาโดยตรง ชีววิทยาและจิตวิทยาจึงเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์เหมือนกัน
สภาพทางชีววิทยาที่เป็นพื้นฐานของพฤติกรรมประกอบด้วยโครงสร้างของร่างกาย
ที่ทำหน้าที่แตกต่างกัน 3 อย่าง (Kendler 1974 : 39) ได้แก่
1.กลไกที่ทำหน้าที่รับสัมผัส เรียกว่า Receptors
2.กลไกที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อ เรียกว่า Nerve Cells
3.กลไกที่ทำหน้าที่ตอบโต้ เรียกว่า Effectors
กลไกการทำงานของโครงสร้างทั้ง 3 ส่วน จะมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน ดังที่อธิบายในภาพที่ 2-1
1.กลไกที่ทำหน้าที่รับสัมผัส (Receiving Mechanisms)
อวัยวะของร่างกายซึ่งทำหน้าที่รับสัมผัสจากสิ่งเร้า ได้แก่ อวัยวะสัมผัสทั้งหมด คือ หู ตา จมูก ลิ้น ผิวหนัง การทำหน้าที่ของอวัยวะสัมผัสทั้ง 5 ส่วน แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ
1.1อวัยวะสัมผัสเฉพาะด้าน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น
1.2อวัยวะสัมผัสทั่วไป คือ การสัมผัสทางผิวหนัง ได้แก่ ความร้อนหนาว
ความเจ็บปวด หรือความรู้สึกต่าง ๆ จากการสัมผัส
2.กลไกที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อ (Connecting Mechanisms)
ระบบประสาท (Nervous System) เป็นอวัยวะของร่างกาย ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่อประสานงานระหว่างอวัยวะสัมผัสไปสู่กลไกที่ทำหน้าที่ตอบโต้ระบบประสาทมีความสำคัญมาก
ต่อการเรียนรู้ และการตอบโต้พฤติกรรม ส่วนประกอบของระบบประสาท แบ่งเป็น 2 ระบบ คือ
2.1ระบบประสาทส่วนกลาง (C.N.S. = Central Nervous System) ซึ่งระบบประสาทส่วนกลางแยกเป็น 2 ส่วน
1)สมอง (Brain) สมองของมนุษย์แบ่งเป็นสมองส่วนใหญ่ ซึ่งจะทำหน้าที่
ควบคุม การคิด การพูด การกระทำ เป็นต้น และสมองส่วนเล็ก ซึ่งจะทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ
2)ไขสันหลัง (Spinal Cord) ทำหน้าที่รับส่งความรู้สึกผ่านไปยังสมอง นอกจากนี้แล้วประสาทไขสันหลังยังเป็นศูนย์กลางของปฏิกริยาสะท้อนอีกด้วย
2.2ระบบประสาทส่วนนอก (P.N.S. + Peripheral Nervous System) แบ่งออกเป็น
2 ส่วน
1)เซลล์ประสาท (Nerve Cells) ประกอบด้วยตัวเซลล์แอกซอน (Axon) และเด็นไดร์ท (Dendrite)
2)เส้นประสาท (Motor Nerve Fibers) คือ เส้นใยประสาททั่วไปของคน ระบบสมองและประสาทซึ่งเป็นส่วนทำหน้าที่เชื่อมต่อนั้น ถือว่าเป็นศูนย์รวมของอินทรีย์ ถ้าหากส่วนนั้นบกพร่องหรือพิการ ก็จะทำให้เกิดความบกพร่องในพฤติกรรมต่าง ๆ ด้วย นักเรียนบางคนที่สมองพิการด้วยสาเหตุต่าง ๆ ก็ย่อมเกิดความบกพร่องในการรับรู้และการเรียนรู้ เด็กบางคนไม่ถึงกับสมองพิการ แต่สมรรถภาพทางสมองด้อยกว่าเด็กคนอื่น ๆ พฤติกรรมการเรียน เช่น ความเข้าใจ ความจำ การคิด การพูด หรือการกระทำ ก็ย่อมหย่อนสมรรถภาพกว่าเด็กทั่ว ๆ ไป ซึ่งเด็กคนใดจะมีปัญหาทางสมองหรือไม่อย่างใดนั้น ถ้าหากครูผู้สอนให้ความสังเกตอย่างทั่วถึง ตรวจสอบพฤติกรรมการเรียนอย่างสม่ำเสมอ ก็พอที่จะจำแนกได้
3.กลไกที่ทำหน้าที่ตอบโต้ (Reacting Mechanism)
3.1ระบบกล้ามเนื้อ (Muscle) ระบบกล้ามเนื้อถือเป็นหน่วยปฏิบัติการตามคำสั่งของสมอง ทำให้เกิดพฤติกรรมหรือกิริยาอาการต่าง ๆ กล้ามเนื้อประกอบด้วยเซลล์กล้ามเนื้อและเส้นใยที่ละเอียด ซึ่งจำแนกชนิดของกล้ามเนื้อตามการทำหน้าที่ได้ 3 ชนิด คือ
1)กล้ามเนื้อลาย ประกอบด้วยเส้นใยกล้ามเนื้อเล็ก ๆ ที่มีลักษณะเป็นเส้นลาย ๆ ได้แก่ กล้ามเนื้อแขน ขา สะโพก เป็นต้น
2)กล้ามเนื้อเรียบ ส่วนมากเป็นกล้ามเนื้อของระบบภายใน เช่น หลอดลม
หลอดอาหาร ลำไส้ มดลูก กระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น การทำงานของกล้ามเนื้อเรียบจะอยู่ภายใต้การควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติ
3)กล้ามเนื้อหัวใจ เป็นกล้ามเนื้อที่มีลักษณะพิเศษ อยู่ภายใต้การควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติ โดยทั่วไปแล้ว พฤติกรรมของกล้ามเนื้อลายนั้น มักจะเป็นพฤติกรรมภายนอก เช่น การเดิน การวิ่ง การทำงาน เป็นต้น ส่วนพฤติกรรมของกล้ามเนื้อเรียบและกล้ามเนื้อหัวใจจะเป็นพฤติกรรมภายใน เช่น การย่อยอาหาร การขับถ่าย เป็นต้น
3.2ระบบต่อม (Glands) ต่อเป็นระบบสรีรวิทยาส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการแสดงพฤติกรรม ต่อมประกอบด้วยเซลล์พิเศษที่สามารถสร้างสารเหลวที่มีคุณสมบัติทางเคมี เพื่อรักษาสภาวะสมดุลของร่างกาย นักจิตวิทยาชอบใช้การหลั่งสารเหลวของต่อมต่าง ๆ เป็นตัวแปรตาม (Dependent Variable) ในการทดลองทางจิตวิทยา ต่อมในร่างกายของมนุษย์แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1)ต่อมมีท่อ (Duct Glands) หมายถึง ต่อมที่หลั่งสารเหลวออกมาแล้วมีท่อเล็ก ๆ ลำเลียงสารเหลวนั้นออกสู่ภายนอกได้ เช่น ต่อมน้ำตา ต่อมเหงื่อ ต่อมไขมัน ต่อมน้ำลาย เป็นต้น
2)ต่อมไม่มีท่อ (Ductless Glands) คือ ต่อมที่ผลิตสารเหลวซึ่งมีคุณสมบัติ
ทางเคมีที่เรียกว่า “ฮอร์โมน” (Hormone) ไหลเข้าสู่กระแสโลหิตแล้วกระจายออกไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายโดยไม่อาศัยท่อ
ต่อมไม่มีท่อมีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย และมีผลต่อพฤติกรรม ตลอดจนบุคลิกภาพของบุคคล ถ้าหากปริมาณการหลั่งฮอร์โมนจากต่อมต่าง ๆ ผิดปกติ ซึ่งอาจจะมากหรือน้อยกว่าปกติ ก็จะทำให้การเจริญเติบโตของร่างกายผิดปกติจนทำให้พฤติกรรมต่าง ๆ แปรปรวนไปด้วย
ฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อนอกจากมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมโดยตรงแล้ว ยังมีผลต่อร่างกายและจิตใจของบุคคลด้วย เช่น ผู้ชายบางคนที่มีฮอร์โมนเพศหญิงในตัวมากกว่าฮอร์โมนชาย ก็จะมีผลทำให้หน้าอกขยายเหมือนผู้หญิง สภาพจิตใจก็เหมือนผู้หญิง กิริยาท่าทาง การพูด การเดิน หรืออิริยาบถต่าง ๆ ก็จะแสดงออกเสมือนกับว่าตนเองเป็นผู้หญิง บางคนอาจถึงกับตัดสินใจผ่าตัดเพื่อแปลงเพศ โดยตัดอวัยวะเพศชายทิ้งก็มีให้เห็นเป็นข่าวอยู่เสมอ ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของฮอร์โมนต่อร่างกายและจิตใจของบุคคล
ต่อมไร้ท่อสามารถจำแนกเป็นชนิดต่าง ๆ ได้ 8 ชนิด และกระจายอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
(1)ต่อมใต้สมอง (Pituitary Gland) มีขนาดเท่าเม็ดถั่วอยู่ตอนล่าง
ของสมอง เป็นต่อมที่มีความสำคัญที่สุด เพราะจะสร้างฮอร์โมนเพื่อควบคุมการสร้างฮอร์โมนของต่อมไร้ท่ออื่น ๆ ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง มี 2 ประเภท คือ
ก.GH (Growth Hormone) คือ ฮอร์โมนที่ควบคุมการเจริญเติบโต ของร่างกาย ในแต่ละวัยให้เป็นไปสอดคล้องกับธรรมชาติ แต่ถ้าหากระดับของ GH ในแต่ละวัย
ผิดปกติ ก็จะทำให้เกิดความผิดปกติกับลักษณะของร่างกาย เช่น ถ้าปริมาณของ GH มากเกินไป
ในวัยเด็กก็จะทำให้ร่างกายเจริญเติบโต สูงใหญ่กว่าปกติ แต่ถ้าหากระดับของ GH น้อยเกินไป
ในวัยเด็กก็จะทำให้ร่างกายไม่เจริญเติบโต เตี้ยแคระ
ข.ฮอร์โมนที่ควบคุมและกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนของต่อมไร้ท่ออื่นๆ ซึ่งได้แก่ TSH (Thyroid Stimulating Hormone) ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้หลั่งฮอร์โมนเป็นปกติ FSH (Follicular Stimulating Hormone) และ LH (Lutenizing Hormone) ทำหน้าที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของรังไข่และการตกไข่ของรังไข่ ACTH (Adrenocorticotrophic Hormone)
ทำหน้าที่ควบคุมต่อมอาดรีนอล (Adrenal)
(2)ต่อมไทรอยด์ (Thyroid Gland) อยู่ตรงลำคอ ข้าง ๆ กล่องเสียง ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเชื่อ “ไทรอกซิน” (Thyroxin) เพื่อควบคุมการเผาผลาญอาหาร การเจริญเติบโตของกระดูกและระดับแคลเซียมในเม็ดเลือด ถ้าหากเกิดความผิดปกติของระดับฮอร์โมนนี้ตั้งแต่
วัยเด็ก จะทำให้เกิดโรคเตี้ยแคระและปัญญาอ่อน
(3)ต่อมพาราไทรอยด์ (Parathyroid Gland) ต่อมชนิดนี้เป็นต่อมเล็ก ๆ อยู่ติดกับต่อมไทรอยด์ ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนชื่อ “พาราทอร์โมน” เพื่อควบคุมสภาวะสมดุลของแคลเซียมและฟอสฟอรัสในกระแสเลือด
(4)ต่อมแพนครีส (Pancreas Gland) หรือเรียกว่า ต่อมตับอ่อน อยู่บริเวณช่องท้องติดกับกระเพาะอาหาร ผลิตฮอร์โมน “อินซูลิน” (Insulin) เพื่อทำหน้าที่ควบคุมกระบวนการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรท และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ บุคคลที่เป็น
โรคเบาหวานเกิดจากร่างกายขาดอินซูลิน จึงทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูง
(5)ต่อมอาดรีนอล (Adrenal Gland) หรือต่อมหมวกไต อยู่บริเวณตอนบนของไต ฮอร์โมนจากต่อมนี้มีหลายชนิด แต่ที่สำคัญคือ “อาดรีนาลิน” (Adrenalin) ทำหน้าที่ควบคุมการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต กระบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกาย เมื่อร่างกายอยู่ในสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่รุนแรง เช่น ตึงเครียด โกรธ กลัว ต่อมอาดรีนอลจะหลั่งฮอร์โมนอาดรีนาลินเพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลทำให้ร่างกายสามารถเผชิญเหตุการณ์เฉพาะหน้าและทำให้มีพลังมากขึ้น หลอดเลือดขยายตัว สามารถนำเลือดไปสู่อวัยวะต่าง ๆ ได้มากขึ้น
(6)ต่อมโกแนด (Gonad Gland) ซึ่งก็คือต่อมเพศสำหรับเพศชาย คือ
“ลูกอัณฑะ” (Testis) ซึ่งจะหลั่งฮอร์โมนชื่อแอนโดรเจน (Asdrogen) ส่วนในเพศหญิง คือ “รังไข่” (Ovaries) ฮอร์โมนที่ผลิตจากรังไข่คือ เอสโตรเจน (Estrogen) ฮอร์โมนจากต่อมเพศจะกระตุ้นให้อวัยวะเพศเจริญเติบโตจนสามารถสร้างเซลล์เพศได้ นอกจากนี้แล้ว ยังกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาของลักษณะเพศขั้นทุติยภูมิ (Secondary Sex Characteristic) ได้แก่ หนวดเครา เสียงห้าว สำหรับเพศชาย หน้าอก สะโพกขยาย สำหรับเพศหญิง เป็นต้น
(7)ต่อมไทมัส (Thymus Gland) ต่อมนี้อยู่ในบริเวณขั้วหัวใจ ในช่วงวัยเด็กมีขนาดโต แต่ขนาดจะค่อย ๆ เล็กลงเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น แล้วหดหายไปในวัยผู้ใหญ่ ส่วนหน้าที่
ที่แน่นอนของต่อมนี้ยังไม่เป็นที่ชัดเจน
(8)ต่อมไพเนียล (Pineal Gland) ต่อนี้อยู่เหนือสมองส่วนกลาง ผลิตฮอร์โมนชื่อ “เมลาโทนิน” (Melatonin) ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้จะมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางเพศของมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหลาย จึงเห็นได้ว่า ระบบการทำงานของต่อมไร้ท่อเป็นระบบที่สลับซับซ้อน ซึ่งมีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน พฤติกรรมของบุคคลที่แสดงออกในสถานการณ์ต่าง ๆ ย่อมได้รับอิทธิพลจากต่อมไร้ท่อด้วย ฉะนั้น นักจิตวิทยาจึงถือว่า ระบบต่อเป็นระบบหนึ่งที่มีความสำคัญต่อสภาพทางจิตใจ ร่างกาย และต่อพฤติกรรมของมนุษย์อย่างมาก
จากธรรมชาติพื้นฐานทางชีววิทยาที่กล่าวมานั้น คงทำให้เราเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติทางชีววิทยากับพฤติกรรมของบุคคลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถวิเคราะห์ตนเองและผู้อื่นเพื่อตรวจสอบพฤติกรรมของตนเองและผู้อื่นว่ามีความผิดปกติหรือไม่อย่างไร หรือเมื่อพบว่าผิดปกติก็จะสามารถสืบค้นไปถึงปัจจัยทางชีววิทยาบางประการที่มีความเกี่ยวข้องกัน เพื่อที่จะได้หาทางแก้ไขหรือให้ข้อมูลแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อจะได้ร่วมมือแก้ไขหรือช่วยเหลือบุคคลนั้น
ได้ตรงประเด็น
ปัจจัยพื้นฐานทางสังคมวิทยา
นักจิตวิทยาและนักสังคมวิทยาถือว่าการเป็นคนโดยสมบูรณ์ขึ้นอยู่กับการได้มีโอกาสติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น การติดต่อสื่อสารสัมพันธ์กับคนอื่นของมนุษย์มีมาตั้งแต่แรกเกิด เริ่มต้นจาก พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง และคนอื่น ๆ ในสังคม ดังนั้น พฤติกรรมของบุคคลจึงถูกกำหนดจากพื้นฐานทางครอบครัว แล้วค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไปในทิศทางตามที่สังคมต้องการ ทั้งนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของตนเองให้มากที่สุด ประสบการณ์ต่าง ๆ ทางสังคมจึงเป็นสิ่งกำหนดพฤติกรรมและบุคลิกภาพของบุคคลโครงสร้างทางสังคมและประสบการณ์ทางสังคมที่แตกต่างกันย่อมทำให้บุคคลมีลักษณะบุคลิกภาพและพฤติกรรมแตกต่างกัน เช่น คนไทยจะมีลักษณะพฤติกรรม และบุคลิกภาพแตกต่างไปจากคนในสังคมตะวันตกโดยสิ้นเชิง หรือเด็กในสังคมเดียวกันที่ถูกพ่อแม่ กักขัง ทำโทษดุด่าว่ากล่าวเสมอ ๆ ย่อมมีบุคลิกภาพแตกต่างไปจากเด็ก ๆ ที่พ่อแม่เลี้ยงดู ด้วยความรัก และความอบอุ่น
ในการอยู่ร่วมกับสังคมนั้น ทุกคนต้องมีความตระหนักถึงธรรมชาติพื้นฐานทางสังคมวิทยาที่ว่า “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” ดังนั้น กระบวนการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่หรือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ต้องมุ่งฝึกฝนให้นักเรียนเรียนรู้การที่อยู่ร่วมกับผู้อื่นและทำงานร่วมกับผู้อื่นในสังคม เช่น ให้ทำกิจกรรมกลุ่ม การให้ความร่วมมือกับกลุ่ม การยอมรับนับถือผู้อื่น การเป็นผู้นำและผู้ตาม ตลอดจนลักษณะนิสัยและมารยาททางสังคมทั่ว ๆ ไป ต้องจัดให้เด็กเรียนรู้ควบคู่กันไปด้วย บุคคลบางคนอาจจะปรับตัวเข้ากับเพื่อน ๆ ได้ยาก พูดน้อย เก็บความรู้สึกหรือปลีกตัวหนีสังคม ขณะที่บางคนชอบพูดคุยเสียงดังสนุกสนานเฮฮา นิสัยทางสังคมดังกล่าวล้วนแต่มีความสัมพันธ์กับประสบการณ์พื้นฐานทางสังคมจากครอบครัวทั้งสิ้น บุคคลที่มีประสบการณ์พื้นฐานในวัยเด็กดี ก็จะมีบุคลิกภาพและนิสัยทางสังคมดี มองโลกในแง่ดี มีความเป็นมิตร เห็นคุณค่าของคนอื่น และพร้อมที่จะเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม แต่เด็กที่มีพื้นฐานครอบครัวไม่ดี ถูกทอดทิ้ง เช่น เด็ก ๆ ตามสถานสงเคราะห์ทั่วไป ก็มักจะมองโลกในแง่ร้าย ไม่มีความเป็นมิตร หวาดระแวงผู้อื่น อาจมีความรู้สึกอิจฉาริษยา เคียดแค้น ชิงชังผู้อื่น ซึ่งนับว่าเป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวทางสังคม
พฤติกรรมทางสังคมและลักษณะนิสัยทางสังคมของบุคคลแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป ใครที่รู้ตัวว่ามีลักษณะนิสัยที่ไม่ดีไม่เหมาะสม จึงต้องคอยกำชับดูแลและหาทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและนิสัยนั้น ๆ ให้ได้ เพราะถ้าขืนปล่อยไว้ให้ยาวนานต่อไปอาจจะกลายไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีลักษณะนิสัยทางสังคมที่ไม่ดี จนอาจสร้างปัญหาให้กับตนเองหรือสังคมในอนาคต
มีความเชื่อเบื้องต้นหลายประการเกี่ยวกับมนุษย์กับสังคมที่ถกเถียงกันมานานแล้ว ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อสรุปโดยสมบูรณ์ เช่น โดยสัญชาตญาณแล้วมนุษย์เป็นสัตว์สังคม จริงหรือ ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดากับบุตรเกิดจากสัญชาตญาณหรือการเรียนรู้กันแน่ มนุษย์เกิดมามีสัญชาตญาณเห็นแก่ตัวจริงหรือ เพื่อความเข้าใจชัดเจนในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความเชื่อเบื้องต้นและพฤติกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นพฤติกรรมทางสังคม จึงควรทำความเข้าใจแนวความคิดพื้นฐานที่อธิบายพฤติกรรมของมนุษย์กับสังคมที่น่าสนใจ คือ
1.ทฤษฎีมนุษย์กับสังคมของโธมัส ฮอบส์
โธมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes, 1588 - 1679) เป็นนักปรัชญาชาวอังกฤษ ได้เสนอทฤษฎีเพื่ออธิบายพฤติกรรมของมนุษย์กับสังคม โดยมีความเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อผลประโยชน์ของตนเองทั้งสิ้น การรวมตัวกันทางสังคม การสร้างกฎเกณฑ์และกฎหมายบ้านเมืองที่ควบคุมและชี้นำพฤติกรรมของคนในสังคมก็เพื่อตอบสนองความต้องการของแต่ละบุคคลทั้งสิ้น
หากจะถามฮอบส์ว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ทำไมมนุษย์จึงช่วยเหลือกันและกัน เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ฮอบส์ก็จะตอบว่าถ้าหากพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว การช่วยเหลือคนอื่นก็เป็นการช่วยเหลือตนเองทางอ้อม การช่วยเหลือคนอื่นเป็นเพียงการลงทุน เพื่อให้คนอื่นช่วยเหลือตนเอง ไม่โดยคนนี้ก็โดยคนอื่น ไม่ในโอกาสนี้ก็ในโอกาสต่อไป (สุจิต บุญบงการ 2521 : 33) ดังนั้น
แนวทัศนะของฮอบส์จึงจัดอยู่ในกลุ่มแนวความเชื่อว่า “มนุษย์มีความเห็นแก่ตัว”
2.ทฤษฎีมุ่งสัมพันธ์ (Theories of Affiliation)
ทฤษฎีนี้อธิบายให้เห็นว่าความสัมพันธ์หรือความผูกพันกันระหว่างบุคคลเป็นธรรมชาติทางสังคมอย่างหนึ่งของมนุษย์ ความสัมพันธ์ระหว่างมารดากับทารกเป็นจุดเริ่มต้นของพฤติกรรมมุ่งสัมพันธ์ของมนุษย์ แต่พฤติกรรมมุ่งสัมพันธ์ในวัยผู้ใหญ่มีองค์ประกอบที่ซับซ้อนมากกว่าในวันเด็ก นักจิตวิทยาบางคนได้อธิบายให้เห็นว่าพฤติกรรมมุ่งสัมพันธ์เป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของมนุษย์
วิลเลียม แมกดูแกล (William McDougall) เชื่อว่าการอยู่ร่วมกันและมีความสัมพันธ์กันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ เหมือนกับนกสร้างรัง ซึ่งพฤติกรรมนี้เป็นธรรมชาติเหมือนกับทารกดูดนมมารดา มิใช่ทำไปเพราะคำนึงถึงผลประโยชน์ มนุษย์เกิดมาพร้อมกับคุณลักษณะหลายประการซึ่งกำหนดโดยองค์ประกอบทางพันธุกรรม และเป็นที่เข้าใจว่าคุณลักษณะอย่างหนึ่งนั้นคือ แนวโน้มอยากมีเพื่อนหรืออยู่ร่วมกันเพื่อนมนุษย์ ถ้าหากแนวคิดนี้เป็นจริงเราก็พอจะคาดคะเนได้ว่าเด็กที่ถูกแยกไปเลี้ยงไว้ต่างหากโดยขาดการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม มีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมมุ่งสัมพันธ์ทันทีที่เด็กมีโอกาส โดยไม่จำเป็นว่า จะมีประสบการณ์ในการอยู่ร่วมกับคนอื่นมาก่อนหรือไม่
มีการทดลองของนักจิตวิทยาที่น่าสนใจเพื่อศึกษา อิทธิพลของการตอบสนองความต้องการ กับความอบอุ่นจากการสัมผัสของแม่ สิ่งไหนจะมีอิทธิพลต่อความรัก ความสัมพันธ์มากกว่ากัน ซึ่งฮาร์โลว์ (Harlow, 1958) ได้ทดลองโดยใช้ลูกลิงเป็นตัวทดลอง ฮาร์โลว์ได้สร้างแม่ลิงเทียม 2 ตัว ตัวหนึ่งทำด้วยโครงลวดแต่มีขวดให้นมแก่ลูกลิงได้ ส่วนแม่อีกตัวหนึ่งห่อหุ้มด้วยผ้าขนหนูให้ความอบอุ่นแก่ลูกลิงได้แต่ไม่มีนมให้ลูกลิง เขาปล่อยให้ลูกลิงอยู่กับแม่ทั้ง 2 ตัวในกรงเดียวกัน แล้วคอยสังเกตดูพฤติกรรมของลูกลิงว่าจะใช้เวลาคลุกคลีอยู่กับแม่ตัวไหนมากที่สุด โดยทฤษฎีการเรียนรู้แล้วน่าจะทำนายพฤติกรรมของลูกลิงได้ว่า ลูกลิงน่าจะคลุกคลีอยู่กับแม่ที่ทำด้วยลวดมากกว่า เพราะสามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐาน คือความหิวได้ เป็นการเรียนรู้โดยการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างแม่ที่ทำด้วยโครงลวดกับความพอใจจากการลดแรงขับพื้นฐาน แต่ผลจากการศึกษากลับปรากฎว่า ในช่วง 165 วัน ลูกลิงจะใช้เวลาส่วนมากคลุกคลีอยู่กับแม่ที่ทำด้วยผ้าขนหนูมากกว่า ลูกลิงจะใช้เวลาอยู่กับแม่โครงลวดเฉพาะเวลาดื่มนมเท่านั้น แม้ในเวลาที่ตกใจกลัวลูกลิงก็จะวิ่งไปกอดรัดแม่ที่ทำด้วยผ้าขนหนู นั่นแสดงว่าความต้องการสัมผัสน่าจะกระตุ้นการตอบสนองมุ่งสัมพันธ์ได้มากกว่าความต้องการลดความหิว แต่อย่างไรก็ตาม ผลการทดลองของ Harlow ก็ไม่ได้อธิบายว่าสำหรับมนุษย์แล้ว ความผูกพันธ์ทางสังคมเรียนรู้ได้อย่างไร การคลุกคลีกับแม่ที่ทำด้วยผ้าขนหนูของลูกลิง เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความผูกพัน หรือเป็นเพียงแรงขับที่ต้องการสัมผัสที่อบอุ่นก็ยังเป็นที่ถกเถียงวิจารณ์กันอยู่ จากการทดลองของฮาร์โลว์นั้น สิ่งที่ทุกคนควรตระหนักและให้ความสนใจก็คือ เราจะสร้างความผูกพันธ์หรือสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างไร จะทำอย่างไรจึงจะทำให้ผู้อื่นอยาก เข้าหา ใกล้ชิด หรือมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตัวเรา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุก ๆ คนควรเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดีให้กับตัวเอง ถ้าเราเป็นที่มีจิตใจที่ดีงาม มีความรัก ความปรารถนาดี เป็นกันเอง ยิ้มแย้มแจ่มใส มีความเป็นมิตร ก็ย่อมทำให้ผู้ที่พบเห็นอยากมีความใกล้ชิดผูกพันด้วย เพราะอยู่ใกล้แล้วสบายใจมีความสุข แต่ถ้าในทางตรงกันข้าม เราเป็นคนที่มีบุคลิกภาพที่ไม่ดี เคร่งเครียด พูดจาไม่เพราะ มองโลกในแง่ร้าย หวาดระแวง จับผิดคิดร้ายผู้อื่น ก็จะทำให้ไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วย
3.วัฒนธรรมกับพฤติกรรม
เนื่องจากว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม ดังนั้นพฤติกรรมของมนุษย์ย่อมมีสาเหตุมาจากสภาพแวดล้อมทางสังคม และพฤติกรรมของแต่ละคนในสังคมย่อมมีผลกระทบต่อบุคคลอื่นในสังคมด้วย การศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์จึงน่าจะต้องทำความเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน และองค์ประกอบทางสังคมที่เป็นตัวกำหนดขอบเขตของพฤติกรรมมนุษย์ในสังคม ก็คือวัฒนธรรมและกระบวนการสังคมประกิต
3.1วัฒนธรรม (Culture) คือ ผลิตผลที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ในสังคม ผลิตผลดังกล่าวอาจเป็นวัตถุสิ่งของ พฤติกรรม หรือแนวความคิดก็ได้ บางครั้งวัตถุสิ่งของ พฤติกรรมหรือแนวคิดเหล่านั้นอาจถูกเรียกรวม ๆ กันว่าระบบ ฉะนั้น วัฒนธรรม
ก็คือระบบในสังคมมนุษย์ที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ใช่ระบบที่เกิดขึ้นตามสัญชาตญาณ (สุจิต บุญบงการ 2521 : 74)
เมื่อมนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม ถ้าต่างคนต่างยึดถือระบบของตน ย่อมก่อให้เกิดความวุ่นวาย มนุษย์ที่อยู่ในสังคมเดียวกันจึงทำความตกลงกันว่าจะยึดระบบไหนดี พฤติกรรมใดบ้างที่ควรปฏิบัติและมีความหมายอย่างไร ข้อตกลงต่าง ๆ ดังกล่าวก็จะกลายเป็นแบบแผนแห่งพฤติกรรมและการแปลความหมายให้กับสิ่งต่าง ๆ ในสังคม เพื่อว่าคนในสังคมจะได้เข้าใจตรงกันและยึดระบบเดียวกัน ระบบที่ถูกกำหนดและยอมรับร่วมกันของแต่ละสังคมก็คือวัฒนธรรมของสังคมนั่นเอง
ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่จำเป็นของสังคมมนุษย์ เป็นสิ่งที่มีบทบาทต่อการปลูกฝังเจตคติ ค่านิยม ความเชื่อและความรู้ต่าง ๆ อันเป็นองค์ประกอบทางบุคลิกภาพ
ของบุคคล ดังจะเห็นได้จากคนไทยเราซึ่งจะมีค่านิยม ความเชื่อและบุคลิกภาพแตกต่างไปจากชาวตะวันตก เช่นค่านิยมในการเลี้ยงดูบุตร สังคมไทยมีค่านิยมเลี้ยงดูในลักษณะให้พึ่งพาบิดามารดาหรือสังคม เด็กจะต้องเชื่อฟังอยู่ในโอวาท เป็นคนว่านอนสอนง่าย แต่ในสังคมตะวันตกจะมีค่านิยมในลักษณะให้เด็กเป็นตัวของตัวเอง มีอิสระ พ่อแม่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวควบคุม ที่เป็นเช่นนี้เพราะระบบวัฒนธรรมของสังคมไทยแตกต่างไปจากลักษณะวัฒนธรรมของชาวตะวันตกนั่นเอง
ในชั้นเรียนครูผู้สอนอาจร่วมกับนักเรียนกำหนดระบบหรือกฎเกณฑ์บางประการขึ้นมาเพื่อเป็นสิ่งควบคุมพฤติกรรมของนักเรียนในชั้น ซึ่งอาจเป็นพฤติกรรมการเรียน เช่น การ
ทำการบ้าน การส่งแบบฝึกหัด การวัดผลประเมินผลการเรียน หรืออาจจะเป็นกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมวินัย และความประพฤติทั่วไปของนักเรียน รวมทั้งการแต่งกายต่าง ๆ ด้วย ข้อตกลงที่กำหนดขึ้นมา
ดังกล่าวนี้ถือเป็นเงื่อนไขของสังคมเสมือนหนึ่งวัฒนธรรมของกลุ่ม ซึ่งสมาชิกทุกคนต้องประพฤติ ปฎิบัติตาม การมีกฎเกณฑ์และวัฒนธรรมนี้เองทำให้มนุษย์มีความแตกต่างจากบรรดาสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย ทำให้รู้จักควบคุมพฤติกรรมของตน รู้ว่าควรแสดงพฤติกรรมใดในสถานการณ์เช่นใด พฤติกรรมชนิดใดสังคมไม่ยอมรับควรหลีกเลี่ยง
3.2 กระบวนการสังคมประกิต (Socialization) เป็นกระบวนการจัดการศึกษาอบรมให้กับคนที่จะมาเป็นสมาชิกใหม่ของสังคม เพื่อช่วยเตรียมให้สมาชิกใหม่นั้นสามารถมีชีวิตอยู่มีชีวิตอยู่ร่วมกับสังคมได้ ให้เรียนรู้แบบแผนความประพฤติ ความเชื่อ บรรทัดฐานของสังคม เช่น บิดามารดาสอนให้บุตรของตนเรียนรู้การกิน การอยู่ การพูด มารยาทและการปฏิบัติตนตาม
ขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคม การให้การศึกษาอบรมดังกล่าวนี้เรียกว่า “กระบวนการสังคมประกิต”
กระบวนการสังคมประกิตเป็นการศึกษาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาและตลอดช่วงชีวิตของบุคคล โดยผ่านสถาบันทางสังคมหลายสถาบันร่วมกัน ได้แก่ ครอบครัว สถาบันศาสนา สถานศึกษา และสื่อมวลชนต่าง ๆ ส่วนวิธีการศึกษาอบรมในสถาบันต่าง ๆ ก็จะแตกต่างกันไป มีการสอนให้เรียนรู้โดยตรง มีการควบคุมพฤติกรรมด้วยการทำโทษ การชี้ให้เห็นถึงความแตกต่าง หรือการเป็นตัวแบบเพื่อให้ประพฤติปฏิบัติตาม
ปัจจัยทางจิตวิทยา
นักจิตวิทยายอมรับกันว่า กระบวนการทำงานของจิต (Mental Process) นั้น อาศัย
หลักการหลาย ๆ อย่าง เช่น การเรียนรู้ (Learning) การรับรู้ (Perception) รวมทั้งความรู้สึก (Affection) การจูงใจ (Motivation) ฯลฯ ในการวิเคราะห์ธรรมชาติของมนุษย์ในเชิงจิตวิทยา ต้องมองให้ลึกลงไปถึงสิ่งที่เป็นต้นเหตุกระตุ้นกระบวนการทำงานของจิต แนวคิดทางจิตวิทยาที่กล่าวถึง
แรงผลักดันพฤติกรรมที่น่าสนใจมีอยู่หลายแนวคิด คือ
1.สัญชาตญาณมนุษย์ (Instinct)
คำว่า “สัญชาตญาณ” เป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายในวิชาจิตวิทยา แม้แต่ในชีวิต
ประจำวันก็นำเอาคำว่า สัญชาตญาณมาพูดกันอยู่เสมอ ๆ สัญชาตญาณ หมายถึง พฤติกรรมของมนุษย์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ซึ่งมีลักษณะเหมือน ๆ กันในมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม เกิดขึ้นเองเป็นเอง โดย
ไม่มีการฝึกฝนหรือเรียนรู้
วิลเลียม เจมส์ (William James) นักจิตวิทยายุคบุกเบิกคนสำคัญของสหรัฐอเมริกา
กล่าวว่ามนุษย์มีสัญชาตญาณต่าง ๆ กว่า 6,000 ชนิด พฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น การดูด การกิน การยิ้ม ความโกรธ การเดิน การเข้าสังคม ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เกิดจากสัญชาตญาณทั้งสิ้น ดังนั้น
ในระยะนั้นจึงนิยมนำเอา คำว่า สัญชาตญาณไปอธิบายพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น การร้องไห้
ครั้งแรกของเด็กเมื่อคลอดออกจากครรภ์มารดาก็เป็นเพราะสัญชาตญาณ การอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม
เป็นสังคม เป็นหมู่คณะก็เป็นเพราะสัญชาตญาณของมนุษย์
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนี้ความเชื่อตามทฤษฎีสัญชาตญาณได้เสื่อมความนิยมลงไป เพราะมีข้อเท็จจริงหลายอย่าง จากการศึกษาพบว่า พฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์เป็นเรื่องของ
การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นภายหลัง เป็นเรื่องอิทธิพลของสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งตรงกันข้ามกับข้ออ้างตามทฤษฎีสัญชาตญาณของวิลเลียม เจมส์
2.แรงผลักดันพฤติกรรมของมนุษย์
มีการถกเถียงกันมานานเกี่ยวกับเรื่องแรงผลักดันพฤติกรรมของมนุษย์ว่าเกิดจากอะไร เมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว มีแนวความคิดหนึ่งของนักปรัชญาที่เสนอว่า แรงผลักดันพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากสาเหตุสองประการ คือ ความต้องการที่จะเลี่ยงความทุกข์ และความต้องการแสวงหาความสุข ความเชื่อตามแนวความคิดนี้เรียกว่า “ลัทธิสุขนิยม” (Hedonism) ซึ่งลัทธินี้เป็นการเสนอความคิดในเชิงปรัชญาเท่านั้น
วิชาจิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่แยกออกมาจากปรัชญาในการศึกษาแรงผลักดันพฤติกรรมของมนุษย์ นักจิตวิทยาจึงมีแนวความคิดพื้นฐานคล้ายคลึงลัทธินิยมสุข โดยถือว่า แรงผลักดันพฤติกรรมมนุษย์เกิดจากความต้องการของมนุษย์ และได้มีการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจว่ามนุษย์
มีความต้องการอะไรบ้าง ในขั้นต้นก็แบ่งความต้องการออกเป็น 2 ประเภท คือ ความต้องการ
ทางร่างกาย และความต้องการทางจิตใจ ความต้องการทางร่างกายทำให้เกิดแรงกระตุ้นทางร่างกาย ได้แก่ ความหิว ความกระหาย ความต้องการขับถ่าย ความต้องการทางเพศ ส่วนความต้องการ
ทางจิตใจที่กระตุ้นผลักดันพฤติกรรมมีมากมาย เช่น ความรัก ความกลัว ความสำเร็จ ความก้าวร้าว ความอยากรู้อยากเห็น ความมีเกียรติ ฯลฯ
มีแนวคิดที่น่าสนใจซึ่งพูดถึงแรงผลักดันพฤติกรรมของมนุษย์ 2 แนวคิด คือ
2.1แนวคิดของซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ปรมาจารย์ทางจิตวิทยาท่านหนึ่งได้เสนอแนวความคิดว่า พฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากแรงผลักดันทางจิต ซึ่งอยู่ในรูปของพลังงานที่คอยกระตุ้นหรือผลักดันให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ ซึ่งเรียกว่า สัญชาตญาณการดำรงชีวิต ส่วนอีกขั้วหนึ่งเป็นพลังที่ผลักดันเพื่อให้ชีวิตดับไป ซึ่งเป็นสัญชาตญาณความตาย และพลังต่าง ๆ จะถูกกระตุ้นจากโครงสร้างของจิต 3 โครงสร้าง คือ อิด (Id) อีโก้ (Ego) และซูเปอร์อีโก้ (Super ego)
พลังกระตุ้นพฤติกรรมตามโครงสร้างทั้ง 3 นั้น เกิดจากธรรมชาติมูลฐาน 2 ประการ คือ แรงกระต้นทางกามารมณ์ (Sex drive) และความก้าวร้าว (Aggressive) แรงผลักดันดังกล่าวจะมีพลังดุจเดียวกับ
พลังการไหลของน้ำ หากปิดกั้นทางหนึ่งก็จะไหลไปสู่อีกทางหนึ่ง เช่น แรงผลักดันทางเพศ ถ้าไม่ได้รับการตอบสนอง เพราะมีการควบคุมไว้ ก็อาจแสดงออกเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบน เช่น การฝัน
การจินตนาการ ซึ่งถือเป็นกลไกการปรับตัวเพื่อลดความตึงเครียด
ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าธรรมชาติของมนุษย์ตามทัศนะของฟรอยด์นั้น มนุษย์
เห็นแก่ตัว มนุษย์ก้าวร้าว พฤติกรรมของมนุษย์อยู่ภายใต้อำนาจแรงผลักดันที่มนุษย์ไม่รู้ตัวและ
ไม่มีเหตุผล
2.2แนวคิดของนักจิตวิทยาแนวมนุษย์นิยม (Humanist) แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมของกลุ่มมนุษย์นิยมเชื่อว่า มนุษย์ไม่ใช่ทาสของกามารมณ์ ความหิว ความกระหาย แต่มนุษย์เกิดมาพร้อมกับศักยภาพของความเป็นมนุษย์มีความอยากรู้ มีความคิดสร้างสรรค์ และต้องการที่จะพัฒนาตนเอง มาสโลว์ (Abraham Maslow) ได้ชื่อว่าเป็นผู้พัฒนาแนวความคิดนี้ มาสโลว์เสนอแนวคิดว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมกับความต้องการ 5 ประการ ซึ่งจะค่อย ๆ พัฒนาขึ้นจากความต้องการขั้นพื้นฐานไปสู่ความต้องการในระดับสูงขึ้นไป ตามสภาพของการได้รับการตอบสนอง ความต้องการดังกล่าวจัดเรียงลำดับ ดังนี้
1)ความต้องการทางสรีระ (Physiological Needs) ซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐาน
ของมนุษย์ได้แก่ ความต้องการตอบสนองความหิว ความกระหาย การขับถ่าย ฯลฯ
2)ความต้องการสวัสดิภาพ (Safety Needs) ได้แก่ ความต้องการความปลอดภัย เป็นความต้องการที่พัฒนาขึ้นมาเมื่อความต้องการทางสรีระได้รับการตอบสนองแล้ว
3)ความต้องการความรัก (Loving Needs or Belonging Needs) เป็นความต้องการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม บางครั้งความต้องการนี้เรียกว่า ความต้องการทางสังคม (Social Needs)
4)ความต้องการเกียรติยศชื่อเสียง (Esteem Needs) ต้องการความภูมิใจในตัวเองด้วยการได้รับการยกย่องชมเชย มีเกียรติยศชื่อเสียง
5)ความต้องการตระหนักถึงความเป็นจริงแห่งตน (Self - Actualization Needs) เป็นความต้องการที่อยากจะให้ความปรารถนาสูงสุดในชีวิตของตนเองสมหวัง เพื่อความสุขสมบูรณ์แห่งชีวิต ซึ่งความต้องการระดับนี้ถือเป็นความต้องการสูงสุดของมนุษย์เรา แต่ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นหรือได้รับการตอบสนองย่อมขึ้นอยู่กับศักยภาพหรือความสามารถของแต่ละบุคคล
เมื่อพิจารณาแนวคิดตามทฤษฎีของมาสโลว์แล้ว จะเห็นได้ว่าความต้องการคือพลังผลักดันให้มนุษย์ต่อสู้ดิ้นรนพัฒนาตนเอง มนุษย์จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อบำบัดความต้องการตามลำดับขั้น ซึ่งแต่ละคนจะมีระดับความต้องการมากน้อยไม่เท่ากัน จึงมีผลทำให้ลักษณะการแสดงพฤติกรรมแตกต่างกันไป
2.3แรงผลักดันพฤติกรรมตามแนวพุทธศาสตร์ ตามแนวทางพุทธศาสนานั้น
กล่าวว่า แรงผลักดันพฤติกรรมของมนุษย์ คือ “ความอยาก” ที่พระพุทธองค์เรียกว่า “ตัณหา” ซึ่งมีอยู่ 3 จำพวก คือ
1)กามตัณหา คือความอยากในสิ่งที่น่าใคร่ น่าปรารถนาเกี่ยวกับ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส
2)ภวตัณหา คือความอยากเป็น อยากมี เช่น อยากเป็นเศรษฐี อยากมีเงินล้าน อยากเป็นดาราภาพยนตร์ อยากเป็นคนที่มีชื่อเสียง
3)วิภวตัณหา คือความไม่อยากเป็น ไม่อยากมี ไม่อยากเป็นอยากโน้น ไม่อยากเป็นอย่างนี้ อยากหลีกหนีให้พ้นจากสิ่งที่ตนเองไม่ต้องการ ไม่พึงปรารถนา
ตัณหาทั้ง 3 ประเภทนี้มีอยู่ในตัวบุคคลที่เป็นปุถุชนธรรมดาทุกผู้ทุกนาม จึงทำให้เกิดอุปทานคือการยึดมั่นถือมั่น แล้วผลักดันให้แสดงพฤติกรรมหรือการกระทำต่าง ๆ เช่น อยากเป็นเศรษฐี ทำให้ยึดมั่นในความคิดเกี่ยวกับความสุขสบายของเศรษฐี จึงมีพฤติกรรมขยันขันแข็งในการทำมาหากิน หรือโกงกินคอรัปชั่นเพื่อจะได้เป็นเศรษฐี ตัณหาในทางพุทธศาสนานี้เป็นความต้องการทางจิต และความต้องการทางจิตนี้สามารถผลักดันพฤติกรรมมนุษย์ แนวคิดนี้จึงสอดคล้องกับแนวคิดทางจิตวิทยา แต่จะมีความแตกต่างกันตรงที่ แนวทางพระพุทธศาสนานั้นเชื่อว่ามนุษย์สามารถหลุดพ้นจากแรงผลักดันของตัณหาทั้งหลายได้ ด้วยการฝึกอบรมจิตใจให้ประพฤติดีงามอยู่ในศีล การฝึกอบรมจิตจะทำให้จิตแจ่มใสปัญญาแก่กล้า หลุดพ้นจากอวิชา ตัณหาทั้งหลายก็จะหมดไปเอง
จากปัจจัยพื้นฐานทางจิตวิทยาที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัญชาตญาณก็ดี และเรื่องแรงผลักดันพฤติกรรมตามแนวคิดต่าง ๆ ก็ดี ต่างก็จะพยายามอธิบายเพื่อชี้ชัดว่า พฤติกรรมของมนุษย์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร มีอะไรเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของพฤติกรรมบ้าง
ปัจจัยทางจริยธรรมและการเรียนรู้
มอริส บิกกี (Morris Bigge 1976) ได้กล่าวถึงธรรมชาติของมนุษย์โดยคำนึงถึงในแง่ของจริยธรรม (Moral) และการกระทำ (Action) ควบคู่กัน ซึ่งธรรมชาติทางจริยธรรมและการกระทำของมนุษย์จะมีความสัมพันธ์กันและมีความเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ Bigge ได้จำแนกธรรมชาติ
ทางจริยธรรมและการกระทำไว้ ดังนี้ (Bigge. 1976 : 17-18)
ธรรมชาติพื้นฐานทางจริยธรรม ธรรมชาติพื้นฐานทางการกระทำ
(Basic Moral Nature) (Basic Action Nature)
Bad (เลว) Active (เป็นผู้กระทำ)
Good (ดี) Passive (เป็นผู้รับการกระทำ)
พื้นฐานทางจริยธรรมแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ
1. มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความไม่ดี (innately bad)
2. มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความดี (innately good)
3. มนุษย์เกิดมามีลักษณะกลาง ๆ ไม่ดีไม่เลว (innately neutral neither good nor bad)

พื้นฐานทางการกระทำของมนุษย์ แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ
1. Active
2. Passive
3. Interactive

1. ลักษณะ Active นักจิตวิทยามีความเห็นว่า การกระทำต่าง ๆ ของมนุษย์ธรรมชาติภายในอินทรีย์เป็นตัวกระตุ้น ถ้าในแง่ของการเรียนรู้ เด็กจะต้องมีความต้องการที่จะเรียนรู้ สำรวจ
สิ่งต่าง ๆ เอง โดยแรงกระตุ้นภายในจะผลักดันอินทรีย์ให้แสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมา
2. ลักษณะ Passive อธิบายว่ามนุษย์เป็นผลผลิตของสิ่งแวดล้อมการกระทำต่าง ๆ ของมนุษย์ถูกกำหนดโดยเงื่อนไขของสิ่งแวดล้อม พฤติกรรมทั้งหลายจึงเกิดจากอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมมิใช่จากแรงผลักดันภายในแต่อย่างใด
3. ลักษณะ Interactive ลักษณะนี้อธิบายธรรมชาติของพฤติกรรมมนุษย์ว่า
เป็นปฏิกิริยาโต้ตอบระหว่างความต้องการภายในตัวบุคคลและสภาพแวดล้อม การแสดงพฤติกรรมของมนุษย์ได้รับอิทธิพลจากทั้งความต้องการภายในตัวบุคคลและสภาพแวดล้อมประกอบกัน
จากธรรมชาติพื้นฐานทางจริยธรรมและการกระทำ เมื่อนำมาพิจารณาร่วมกันในแง่
ของการเรียนรู้ จะได้ลักษณะพฤติกรรมการเรียนรู้ 5 ลักษณะคือ
ลักษณะที่1 Bad - active โดยธรรมชาติเด็กเกิดมาพร้อมกับความไม่ดี ถ้าปล่อยไว้
ตามลำพังความไม่ดีก็จะปรากฎออกมา จึงจำเป็นต้องจัดการศึกษาอบรมให้เด็กได้เรียนรู้ เพื่อช่วยให้เด็กเป็นคนดี อาจใช้การลงโทษเฆี่ยนตีประกอบด้วย เพื่อควบคุมความไม่ดีเอาไว้
ลักษณะที่ 2 Good - active โดยธรรมชาติเด็กเกิดมาพร้อมกับความดีทุกสิ่งทุกอย่าง
ที่เกี่ยวข้องกับเด็กจะดีหมด จึงไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวจัดการศึกษาอบรมแต่อย่างไรปล่อยให้เด็กมีอิสระภาพตามธรรมชาติของเด็ก
ลักษณะที่ 3 Neutral - active โดยธรรมชาติของเด็กแล้วไม่มีความดีและความเลว แต่เด็กพร้อมที่จะกระทำสิ่งต่าง ๆ ตามความต้องการ หน้าที่ของครูจึงเป็นเพียงคอยอบรมให้เด็กได้เรียนรู้ให้ดีที่สุด
ลักษณะที่ 4 Neutral - passive กลุ่มนี้มีความเห็นว่าเด็กเกิดมาพร้อมกับความกลาง ๆ ไม่ดีไม่เลว แต่พร้อมที่จะเรียนรู้รับการฝึกอบรมสั่งสอนถ้าจัดประสบการณ์ต่าง ๆ ให้ ถือว่า
สิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของบุคคล การจัดการเรียนการสอนจึงเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของครูโดยตรงที่จะต้องช่วยเหลือแนะนำ
ลักษณะที่ 5 Neutral - interactive กลุ่มนี้มีความเห็นว่า ธรรมชาติของเด็กไม่มีทั้งความดีและความเลว แต่การกระทำต่าง ๆ ได้รับอิทธิพลมาจากทั้งความต้องการของอินทรีย์เองและจากสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนครูต้องให้โอกาสเด็กได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง โดยครูคอยแนะนำช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา และคอยจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมให้เด็ก
บทสรุป
การศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์จำเป็นต้องทำความเข้าใจกับปัจจัยพื้นฐานบางประการ
ที่มีส่วนในการกำหนดพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ประกอบด้วย ซึ่งได้แก่ ปัจจัยพื้นฐานทางชีววิทยา สภาพองค์ประกอบทางชีววิทยาที่เป็นพื้นฐานของพฤติกรรมประกอบด้วยโครงสร้าง 3 โครงสร้างคือ ส่วนที่หนึ่งเป็นกลไกซึ่งทำหน้าที่รับสัมผัสได้แก่ ประสาทสัมผัสทั้งหมด ส่วนที่สองกลไก
ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อ กลไกส่วนนี้จะทำหน้าที่ส่งต่อกระแสสัมผัสจากประสาทสัมผัสเพื่อนำกระแสสัมผัสไปยังสมองซึ่งเป็นประสาทสัมผัสส่วนกลางเพื่อวินิจฉัยสั่งการ กลไกส่วนที่สองนี้มี 3 ระบบ คือ ระบบประสาทส่วนกลางคือสมองและไขสันหลัง ระบบประสาทส่วนนอกได้แก่ ใยประสาท เซลล์ประสาท และระบบประสาทอัตโนมัติ กลไกส่วนที่สามคือ กลไกที่ทำหน้าที่ตอบโต้หรือแสดงพฤติกรรมตอบสนองต่อสิ่งเร้า เป็นกลไกส่วนที่ปฏิบัติตามคำสั่งของกลไกเชื่อมต่อ ซึ่งมี 2 ระบบคือ ระบบกล้ามเนื้อ ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อลาย กล้ามเนื้อเรียบและกล้ามเนื้อหัวใจ ระบบที่สองคือ ระบบต่อมไม่มีท่อ ซึ่งเป็นระบบที่สร้างฮอร์โมนเพื่อควบคุมสภาวะความสมดุลของร่างกาย
ปัจจัยทางสังคมวิทยาเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีส่วนกำหนดควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคมต้องอยู่ร่วมกับคนอื่นและติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่นในสังคมตลอดเวลาตั้งแต่ในครอบครัวแล้วขยายออกสู่สังคม มีแนวคิดที่พูดถึงพฤติกรรมมนุษย์กับสังคมอยู่หลาย
แนวคิดทฤษฎีมนุษย์กับสังคมของ โธมัส ฮอบส์ ที่อธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ว่า พฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของตนเองทั้งสิ้น ส่วนทฤษฎีมุ่งสัมพันธ์อธิบายว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในสังคมเป็นธรรมชาติทางสังคมอย่างหนึ่งของมนุษย์ นอกจากนี้แล้วโครงสร้าง
ทางสังคมอื่น ๆ เช่น วัฒนธรรมประเพณี กระบวนสังคมประกิตและปทัสถานทางสังคมล้วน
แล้วแต่เป็นพื้นฐานทางสังคมที่มีอิทธิพลเหนือพฤติกรรมมนุษย์
ปัจจัยทางจิตวิทยากับพฤติกรรมมนุษย์จะให้ความสนใจเรื่องแรงผลักดันพฤติกรรมซึ่งมีแนวคิดน่าสนใจ 2 แนวคิด คือ แนวคิดแรกเชื่อว่าพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์เป็นเรื่องของสัญชาตญาณซึ่งเป็นแนวคิดของ วิลเลียม เจมส์ ส่วนอีกแนวคิดหนึ่งเชื่อว่า ความต้องการของร่างกายเป็นแรงกระตุ้นที่ผลักดันให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ส่วนตามแนวพุทธศาสตร์เชื่อว่ากิเลศและตัณหาคือสิ่งกระตุ้นพฤติกรรมมนุษย์
ธรรมชาติทางจริยธรรมและการเรียนรู้ ได้พยายามอธิบายพื้นฐานของมนุษย์ในแง่จริยธรรมเป็น 3 ลักษณะ คือ ลักษณะที่หนึ่ง มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความดีติดตัวมาตั้งแต่เกิด ลักษณะที่สอง มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความเลวดังนั้นจึงต้องสั่งสอนอบรม ลักษณะที่สามมนุษย์
เกิดมามีลักษณะกลาง ๆ ไม่ดีและไม่เลว ส่วนในเรื่องของการกระทำทั้งหลายก็มีความเชื่อพื้นฐาน
3 ลักษณะเช่นเดียวกันคือ ลักษณะที่หนึ่ง เชื่อว่าพฤติกรรมทั้งหลายเกิดจากแรงกระตุ้นผลักดัน
ของอินทรีย์เอง ลักษณะที่สอง เชื่อว่าพฤติกรรมทั้งมวลเป็นผลมาจากอิทธิพลต่าง ๆ ของสิ่งแวดล้อม ลักษณะที่สาม มองว่าพฤติกรรมเป็นผลร่วมของการตอบโต้ระหว่างอินทรีย์และสิ่งแวดล้อม