11 มกราคม 2553

รายงาน โครงการพัฒนาตน


ให้นักศึกษา เขียนตารางการดำเนินการตอนที่ 3 เพื่อลงมือปฏิบัติตามรูปแบบรายงานโครงการพัฒนาตน


* ลงมือเขียนโดยมี แนวทางดังตัวอย่าง

ตอนที่ 3 การดำเนินการพัฒนาตน
3.1 ตารางบันทึกกิจกรรมและให้คะแนนพฤติกรรม/กิจกรรม (3 สัปดาห์)
สัปดาห์ที่ 1 ระหว่างวันที่............................ถึงวันที่.......................................
วัน/เวลา
กิจกรรม/การกระทำที่พัฒนา
เป้าหมายกิจกรรม/การกระทำ
กำหนดเวลาที่ใช้ในกิจกรรม
การให้คะแนน
(เต็ม 10 คะแนน)
สัปดาห์ที่ 1
วัน/เดือน/ปี



29 ธันวาคม 2552

สุขสันต์ปีใหม่ 2553


ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2553 นี้

ขอให้นักศึกษาทุกๆ คน มีความสุขทั้งสุขภาพกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ

สรุปภาพรวมที่ผ่านมา ต.ค. 52-ธ.ค. 52 นักศึกษามีพัฒนาการในการพัฒนาตนเพิ่มขึ้น

สำหรับบางคนที่ท้อแท้ ขอเป็นกำลังใจให้ ทุกๆคนมีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่ดีเสมอ

หากเรียนยังไม่เข้าใจสามารถรับคำปรึกษากับผู้สอนได้

ขอให้มีความสุขในปีใหม่ 2553 ครับ

24 ธันวาคม 2552

โครงการพัฒนาตน


กำหนดการส่ง โครงร่างโครงการพัฒนาตน
25 ธันวาคม 2552 เวลา 16.30 น.

นักศึกษาท่านใดที่ยังไม่ส่ง เช่น พลศึกษา สังคมศึกษา รัฐประศาสนศาสตร์ บางคน

ส่งภายในวันที่ 4-7 มกราคม 2553 คะแนนจะเหลือ 1-3 คะแนน ดังนั้นให้ถามวิธีการจากเพื่อน และนำมาส่งตามกำหนดการที่ยืดหยุ่นให้
ขอให้นักศึกษาภาคปกติ ทุกหมู่เรียนนำมาส่งกับอาจารย์ที่ห้องพัก อาจารย์จิตวิทยา ชั้น 1 อาคาร 3 คณะครุศาสตร์

18 ธันวาคม 2552

เพิ่มเติมการเขียนโครงร่าง โครงการพัฒนาตนเอง


นักศึกษาระบุการระทำ

หรือระบุความรู้สึก /อารมณ์/ สังคม/จิตใจ/ จิตวิญญาณ เลือกมาด้านเดียวหรือสองด้านที่สัมพันธ์กัน

เพื่อนำมาพัฒนา ให้เป็นรูปธรรม

บทที่ 3 องค์ประกอบของพฤติกรรมมนุษย์

บทที่ 3
องค์ประกอบของพฤติกรรมมนุษย์

การเกิดพฤติกรรมของมนุษย์นั้น เป็นผลมาจากการผสมผสานขององค์ประกอบต่างๆในตัวมนุษย์ แล้วจึงถูกกล่อมเกลาด้วยสิ่งแวดล้อม ในบทนี้จะกล่าวถึงองค์ประกอบสำคัญที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ที่เป็นองค์ประกอบภายในตัวมนุษย์เอง ได้แก่ การรับรู้ สติปัญญา การคิด เจตคติ และอารมณ์
การรับรู้ (Perception) ความหมายของการรับรู้
การรับรู้ หมายถึง การแปลความหมายจากการสัมผัส
การรับรู้จึงต้องกระบวนการสัมผัส โดยเริ่มตั้งแต่การมีสิ่งเร้ามากระทบกับอวัยวะรับสัมผัสทั้งห้า และส่งประสาทไปยังสมองเพื่อการแปลความ
องค์ประกอบของการรับรู้
1. สิ่งเร้า ได้แก่วัตถุ แสง เสียง กลิ่น รสต่าง
2. อวัยวะรับสัมผัส ได้แก่ หู ตา จมูก ลิ้น ผิวหนัง ถ้าไม่สมบูรณ์จะทำให้สูญเสียการรับรู้ได้
3. ประสาทในการรับสัมผัส เพื่อเป็นตัวกลางส่งกระแสประสาทจากอวัยวะรับสัมผัสไปยังสมองส่วนกลางเพื่อการแปลความต่อไป
4. ประสบการณ์เดิม การรู้จัก การจำได้ ทำให้การรับรู้ได้ดีขึ้น
5. ค่านิยม ทัศนคติ เช่นการวาดรูปเหรียญ เด็กยากจนวาดเหรียญใหญ่กว่าเด็กมีเงิน รับรู้ว่า เหรียญมีค่ามาก
6. ความใส่ใจ ความตั้งใจ ข้อมูลที่สิ่งเกระทบกับอวัยวะรับสัมผัสอาจสูญหายได้ถ้าไม่มีความตั้งใจ สนใจรับรู้
7. สภาพจิตใจอารมณ์ เช่นการคาดหวัง ความดีใจ เสียใจ
8. ความสามารถทางสติปัญญา ทำให้รับรู้ได้เร็ว รวมทั้งความสามารถในการประมวลความรู้เพื่อแปลความได้เร็วขึ้น
การจัดระบบการรับรู้ (Percptual Organization) 1994:335)
มนุษย์เมื่อพบสิ่งเร้าไม่ได้รับรู้ตามที่สิ่งเร้าปรากฏแต่จะนำมาจัดระบบตามหลักดังนี้
1. หลักแห่งความคล้ายคลึง (Principle of similarity) ความว่าสิ่งเร้าใดที่มีความคล้ายกันจะรับรู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน
2. หลักแห่งความใกล้ชิด (Principle of Proximity) หมายถึง สิ่งเร้าที่มีความใกล้กันจะรับรู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน
3. หลักแห่งความสมบูรณ์ (Principle of closure) เป็นการรับรู้สิ่งที่ไม่สมบูรณ์ให้สมบูรณ์ขึ้น

สติปัญญา (Intelligence)
แมคเนมาร์ (McNemar) ได้สรุปความหมายของสติปัญญา ที่นักจิตวิทยากลุ่มต่างๆ ได้กล่าวไว้ ว่าแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มดังนี้
กลุ่มที่ 1 ให้ความหมายของสติปัญญาในแง่ของ ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม(Adaptation) ผู้ที่มีสติปัญญาสูง จะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่าผู้มีสติปัญญาต่ำ
กลุ่มที่ 2 ให้ความหมายของสติปัญญาว่า เป็นความสามารถในการแก้ปัญหา(Problem solving) ผู้มีสติปัญญาสูง จะแก้ปัญหาได้ดีกว่าผู้มีสติปัญญาต่ำ
กลุ่มที่ 3 ให้ความหมายของสติปัญญาว่าเป็นเรื่องของความสามารถในการคิดแบบนามธรรม(Abstract thinking) ผู้มีสติปัญญาสูง จะคิดแบบนามธรรมได้ดีกว่าผู้มีสติปัญญาต่ำ
กลุ่มที่ 4 ให้ความหมายของสติปัญญาว่าเป็นความสามารถในการเรียนรู้ (Learning) ผู้ที่มีสติปัญญาสูงจะเรียนรู้ได้เร็วกว่าผู้มีสติปัญญาต่ำ
การทำความเข้าใจว่าสติปัญญาคืออะไรนั้น หากได้นำแง่มุมที่นักจิตวิทยาทั้งหลายได้ให้ไว้มาผสมผสานกัน จะทำให้เข้าใจความหมายของ สติปัญญาได้กว้าง และชัดเจนขึ้น
จากข้อความที่กล่าวข้างต้นทั้งหมด อาจสรุปเกี่ยวกับสติปัญญาได้ว่า สติปัญญาเป็นความสามารถภายในตัวบุคคลที่จะทราบได้จากพฤติกรรมที่บุคคลแสดงออก ระดับของสติปัญญาสังเกตได้จากการแสดงออกที่มีความคล่องแคล่ว รวดเร็ว ความถูกต้อง ความสามารถในการคิด การแก้ปัญหา และการปรับตัว การใช้แบบทดสอบวัดสติปัญญาจะทำให้ทราบระดับสติปัญญาชัดเจนขึ้น
ทฤษฎีสติปัญญา
ได้มีการศึกษาและสรุปเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับสติปัญญาหลายทฤษฎี แต่ละทฤษฎีก็พยายามอธิบายสติปัญญาว่ามีองค์ประกอบใดบ้าง
สเปียร์แมน (Spearman) ผู้ตั้งทฤษฎี 2 องค์ประกอบ ซึ่งสรุปว่า สติปัญญาประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ ได้แก่
1. องค์ประกอบทั่วไป(General factor หรือ g factor) คือความสามารถพื้นฐานในการกระทำต่างๆ ที่ทุกคนต้องมี
2. องค์ประกอบเฉพาะ (Specific factor หรือ s factor) คือความสามารถเฉพาะที่แต่ละคนมีแตกต่างกันออกไป หรือที่เรียกกันว่า ความถนัดหรือพรสวรรค์
เธอร์สโตน (Thurstone) เจ้าของทฤษฎีหลายองค์ประกอบ แยกองค์ประกอบของสติปัญญามนุษย์ออกเป็น 7 ด้าน ได้แก่
1. ด้านความเข้าใจในภาษา(Verbal comprehension)
2. ด้านความคล่องแคล่วในการใช้ถ้อยคำ(Word fluency)
3. ด้านตัวเลข การคิดคำนวณทางคิณตศาสตร์(Number)
4. ด้านมิติสัมพันธ์ การรับรู้รูปทรง ระยะ พื้นที่ ทิศทาง(Spatial)
5. ด้านความจำ (Memory)
6. ด้านความรวดเร็วในการรับรู้(Perceptual speed)
7. ด้านการให้เหตุผล (Reasoning)
การ์ดเนอร์ (Gardner, 1986. อ้างจาก Feldman, 1994:274-275) เสนอทฤษฎีพหุปัญญา(Multiple intelligences) ซึ่งสรุปว่าสติปัญญาประกอบไปด้วยความสามารถที่แสดงออกในรูปของทักษะ7ด้าน ได้แก่
1. สติปัญญาด้านดนตรี (Musical intelligence) ได้แก่ทักษะในงานที่เกี่ยวกับดนตรี ผู้มีสติปัญญาด้านดนตรี สูงจะมีความสามารถในด้านนี้ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด เช่นการรับรู้เสียงดนตรีการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วในการเล่นดนตรี
2. สติปัญญาด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย(Bodily kinesthetic intelligence) เป็นทักษะในการใช้ร่างกายทุกส่วน หรือบางส่วนในการเคลื่อนไหว แสดงออกได้อย่างคล่องแคล่ว กลมกลืนเช่นในการลีลาศ เล่นกีฬา การฟ้อนรำ การแสดงละคร
3. สติปัญญาด้านการใช้เหตุผลเชิงคณิตศาสตร์ (Logical-mathematical intelligence) เป็นทักษะในการคิด การคำนวณ การแก้ปัญหาในเชิงคณิตศาสตร์
4. สติปัญญาด้านภาษา (Linguistic intelligence) เป็นทักษะในการใช้ภาษา การเรียงร้อยถ้อยคำในการพูด การเขียนและการสื่อความต่างๆ
5. สติปัญญาด้านมิติสัมพันธ์(Spatial intelligence) เป็นทักษะที่เกี่ยวกับมุมมอง การจัดรูปแบบ การกำหนดระยะ การเว้นช่วงระยะ การจัดลำดับ การใช้พื้นที่ และการเก็บรายละเอียดต่างๆของสิ่งที่เห็น
6. สติปัญญาด้านสัมพันธภาพกับผู้อื่น(Interpersonal intelligence) เป็นทักษะการติดต่อกับบุคคลอื่นๆความไวในการรับรู้อารมณ์ ความรู้สึก และความต้องการของบุคคลที่ติดต่อด้วย
7. สติปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง (Intrapersonal intelligence) เป็นทักษะในการรับรู้ และเข้าใจลักษณะต่างๆภายในตนเอง สามารถประเมินอารมณ์และความรู้สึกของตนเองได้ โดยสรุปแล้วทฤษฎีทางสติปัญญาแต่ละทฤษฎี ก็พยายามที่จะชี้ให้เห็นว่าบุคคลแต่ละบุคคลมีความสามารถที่แตกต่างกัน มีความแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับว่า มีสติปัญญาด้านใดสูง

สิ่งที่มีอิทธิพลต่อสติปัญญา
ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับ โดยทั่วไปว่าสิ่งที่มีอิทธิพลต่อสติปัญญา ได้แก่ พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งร่วมกันมีบทบาทต่อระดับของสติปัญญามนุษย์
พันธุกรรม เป็นการถ่ายทอดลักษณะทางสายพันธุ์จากบรรพบุรุษไปยังลูกหลานซึ่งพิจารณาได้ในเรื่องต่อไปนี้ คือ ระดับสติปัญญา เพศ วัย และเชื้อชาติ
สิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อสติปัญญานั้น เริ่มตั้งแต่การปฏิสนธิ จนถึงการเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ สิ่งแวดล้อมที่สำคัญได้แก่สิ่งต่อไปนี้ คือ ความพร้อมในการตั้งครรภ์ อาหาร โรคภัยไข้เจ็บ การประสบอุบัติเหตุ การอบรม และการจัดสิ่งแวดล้อม

การพัฒนาสติปัญญา
เนื่องจากสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสติปัญญา มีอยู่ 2 ปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ในการพัฒนาสติปัญญา จึงควรพิจารณาที่ปัจจัยทั้ง 2 นี้
1. ในเรื่องของพันธุกรรม เท่าที่จะทำได้ คือ การเลือกคู่ครอง นอกจากพิจารณาความเหมาะสมในด้านต่างๆแล้ว ระดับสติปัญญาของคู่ครอง ควรเป็นสิ่งหนึ่งที่ควรพิจารณา รวมไปถึงความพร้อมในการมีบุตร
2. ในด้านสิ่งแวดล้อมที่จะช่วยในการพัฒนาสติปัญญา ควรจะเริ่มตั้งแต่การดูแลลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ การให้อาหาร ยา การอบรมเลี้ยงดู การให้การศึกษา และจัดสิ่งแวดล้อม และประสบการณ์ต่างๆที่เหมาะสมกับตัวเด็กเพื่อให้ได้ฝึกการคิด การแก้ปัญหาและได้ปฏิบัติด้วยตนเอง เป็นการเรียนรู้และการใช้สติปัญญา

การคิด (Thinking)
การคิด เป็นกระบวนการทำงานของสมองในการสร้างสัญลักษณ์ หรือภาพ ให้ปรากฏในสมอง ความสามารถในการคิดนั้น มีความสัมพันธ์กับระดับสติปัญญา
ลักษณะพื้นฐานของการคิด
การคิด แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
1. ความคิดรวบยอด (concept)
2. จินตนาการ (imagination)
ความคิดรวบยอด เป็นลำดับขั้นที่เกิดจากการทำงานของสมอง ในการจัดกลุ่ม หรือ การสรุปรวม ที่จะทำความเข้าในสิ่งของ บุคคล เรื่องราว ประสบการณ์ ต่างๆที่ได้รับรู้ หรือต่อความคิดเห็น เพื่อให้เกิดความชัดเจน ว่าคืออะไร เช่น การรับรู้ มะม่วง ชมพู่ ส้ม มังคุด ว่าเป็นผลไม้ รับรู้ สุนัข แมว หมู เป็ด ไก่ ว่าเป็นสัตว์เลี้ยง
จินตนาการ เป็นสร้างภาพขึ้นในสมอง ตามความนึกคิดของตนเอง เป็นผลมาจากการสะสมการรับรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผสมกับ ความต้องการ ความสนใจ ความคาดหวัง อารมณ์ และความรู้สึกของบุคคล การจินตนาการในสิ่งเดียวกันของบุคคลแต่ละคน จะแตกต่างกันออกไป
ลักษณะพื้นฐานของการคิดที่กล่าวถึงข้างต้น ทำให้เกิดการคิด 2รูปแบบได้แก่
1. การคิดอย่างมีเป้าหมาย
2. การคิดอย่างไม่มีเป้าหมาย
การคิดอย่างมีเป้าหมาย เป็นกระบวนการคิดที่มีขั้นตอน มีทิศทางเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ การคิดอย่างมีเป้าหมาย ที่มีความสำคัญต่อพฤติกรรมมนุษย์ ได้แก่
1. การคิดหาเหตุผล (Reasoning) เป็นการสรุปความคิดจากข้อมูลที่มีอยู่ โดยสามารถอธิบายได้ด้วยหลักของเหตุผล ซึ่งอาจคิดจากหลักการไปสู่รายละเอียดหรือข้อเท็จจริงย่อยๆ (คิดแบบนิรนัย) หรือคิดจากข้อเท็จจริงย่อยๆไปสู่หลักการ(คิดแบบอุปนัย)
2. การตัดสินใจ (Decision Making) เป็นการเลือกทางปฏิบัติ ในกรณีที่มีตัวเลือกมากกว่า 1 ทางเลือก
3. การคิดแก้ปัญหา (problem solving) เป็นการหาวิธีจัดการกับความยุ่งยากที่เกิดขึ้น
4. การคิดสร้างสรรค์ (creativity) เป็นการหาวิธีการ แนวทาง รูปแบบ สิ่งแปลกใหม่ ที่มีประโยชน์
5. การคิดวิเคราะห์วิจารณ์(Critical thinking) เป็นการคิดถึงความสมเหตุสมผล ความเป็นไปได้ ความสอดคล้องต้องกัน โดยการพิจารณาไตร่ตรองถึงผลดี ผลเสีย อย่างรอบครอบแล้ว
การคิดอย่างไม่มีเป้าหมาย เป็นการคิดที่เป็นไปตามจินตนาการ ความรู้สึก ความคาดหวัง และอารมณ์ ขาดขั้นตอนที่ชัดเจน

เจตคติ (Attitude)
ความหมายของเจตคติ
เจตคติเป็นสภาพความพร้อมของความคิด ความรู้สึก และแนวโน้มพฤติกรรมของบุคคลอันเป็นผลมาจากประสบการณ์ สภาวะนี้ เป็นแรงที่จะกำหนดทิศทางของพฤติกรรมของบุคคล ต่อเหตุการณ์ สิ่งของ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง
องค์ประกอบของเจตคติ
เจตคติของบุคคล ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ สำคัญ ซึ่ง เฟลด์แมน (Feldman, 1994:489-490) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของเจตคติไว้เป็นรูปแบบ ABC (ABC Model)ดังนี้
1. องค์ประกอบด้านความรู้สึก (Affective component –A) เป็นความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ พอใจ ไม่พอใจ ที่บุคคลมีต่อบุคคล สิ่งของ หรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่รับรู้
2. องค์ประกอบด้านพฤติกรรม (Behavioral component-B) เป็นการเตรียมพร้อมของบุคคลที่จะแสดง หรือไม่แสดงพฤติกรรม ต่อบุคคล สิ่งของ หรือเหตุการณ์ต่างๆที่รับรู้
3. องค์ประกอบด้านความคิด (Cognitive component –C) เป็นความรู้ หรือความคิดของบุคคลที่มีต่อบุคคล สิ่งของ หรือสถานการณ์ต่างๆที่รับรู้ว่าเป็นสิ่งที่ดี ไม่ดี ถูกต้อง ไม่ถูกต้อง เหมาะสม ไม่เหมาะสม ให้คุณ ให้โทษ
องค์ประกอบทั้ง 3 นี้ จะมีความสัมพันธ์สอดคล้องกัน หากองค์ประกอบด้านใดด้านหนึ่งเปลี่ยนแปลงไป เจตคติของบุคคลนั้นก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย
ลักษณะของเจตคติ
เจตคติของบุคคลมิได้มีมาแต่กำเนิด เจตคติ มีกระบวนการพื้นฐานมาจากการเรียนรู้ จากประสบการณ์ที่ได้รับ (Baron, 1996:529) การเกิดเจตคติต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งของบุคคลนั้น เกิดได้จากหลายวิธี (ประภาเพ็ญ สุวรรณ, 2520:121-122) เช่น เกิดจากการเลียนแบบบุคคลที่เขาศรัทธา นิยมชมชอบ สังเกตจากการกระทำของบุคคลอื่น และดูผลว่าจะเกิดอะไรขึ้น จากประสบการณ์ที่นำความพอใจ หรือไม่พอใจมาให้ จากการได้รับข้อมูล ความรู้จากแหล่งต่างๆ จากกลุ่มเพื่อน จากการรับฟังความคิดเห็นของบุคคลอื่น เป็นต้น เจตคติสามารถเปลี่ยนแปลง และพัฒนาให้เกิดขึ้นใหม่ได้แต่ต้องอาศัยระยะเวลา และกระบวนการหลายอย่าง


ลักษณะของเจตคติ สรุปได้ดังนี้
1. เจตคติไม่ใช่พฤติกรรม แต่เป็นสภาวะของจิตใจซึ่งเป็นแนวโน้มของการแสดงพฤติกรรมว่าจะเป็นเชิงบวก หรือเชิงลบ
2. เจตคติเกิดจากการเรียนรู้ จากสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์ เมื่อบุคคลเรียนรู้ว่าสิ่งใดทำให้เกิดความพึงพอใจ เกิดผลดี ก็จะเกิดเจตคติเชิงบวก หากเป็นไปในทางตรงข้ามมักจะเกิดเจตคติเชิงลบ ต่อสิ่งนั้น
3. เจตคติเกิดจากการเรียนรู้ ความรู้สึกที่รุนแรง หรือที่สะสมมาเป็นเวลานาน หรือประสบการณ์ที่ทำให้เกิดความคิด ความรู้สึกที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันซ้ำๆ จะทำให้เกิดเจตคติได้เร็ว และมั่นคง
4. เจตคติเป็นสิ่งซับซ้อน บุคคลแต่ละคน จะมีเจตคติต่อสิ่งเดียวกันแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ภูมิหลังของบุคคล ประสบการณ์ การรับรู้ และการเรียนรู้ของแต่ละคนต่อสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น
5. เจตคติอาจใช้ในการคาดคะเนพฤติกรรมของบุคคลโดยทั่วไปได้ แม้จะไม่ทุกกรณีก็ตามเพราะโดยทั่วไปแล้ว บุคคลที่มีเจตคติดีต่อสิ่งใด ก็จะแสดงพฤติกรรมที่ดีต่อสิ่งนั้น เช่น ผู้มีเจตคติดีต่อกีฬา ก็จะแสดงพฤติกรรมที่ดีในเรื่องที่เกี่ยวกับกีฬา เช่น ดูกีฬา ติดตามข่าวเกี่ยวกับกีฬา เป็นต้น
6. ถึงแม้เจตคติจะมีความคงทน และแน่นอนพอสมควร แต่เจตคติก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ถ้ามีการวางเงื่อนไข หรือจัดสภาพสิ่งแวดล้อม ที่เหมาะสมกับบุคคล และดำเนินการอย่างต่อเนื่องกัน
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงเจตคติ
ปัจจัยที่พื้นฐานจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเจตคติ ที่ควรคำนึงถึงก็คือ แหล่งที่มาของข่าวสารข้อมูล เนื้อหาของข้อมูล วิธีการสื่อสาร และ กลุ่มหรือบุคคลเป้าหมายที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเจตคติ โฮฟแลนด์ จานิส และ เคลลี (Hovland, Janis, และ Kelly, 1985อ้างจาก Baron, 1996:529-530) ได้เสนอผลการศึกษาที่พบว่าปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงเจตคติดังต่อไปนี้
1. ผู้เชี่ยวชาญ จะมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงเจตคติของบุคคล มากกว่าผู้ไม่เชี่ยวชาญ เพราะบุคคลทั่วไปย่อมจะศรัทธา และให้ความเชื่อถือในผู้เชี่ยวชาญมากกว่าอยู่แล้ว (Hovland & Weiss,1955)
2. ข้อมูลข่าวสารที่เป็นกลาง จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงเจตคติของบุคคล มากกว่าข้อมูลข่าวสารที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีเจตนาที่ให้ผู้รับคล้อยตาม และบ่อยครั้งที่ข้อมูลข่าวสารประเภทหลังนี่ ได้รับการต่อต้านแทนที่จะได้รับการคล้อยตาม (Walster & Festinger, 1962)
3. แหล่งข้อมูลที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จัก อยู่ในความสนใจ และได้รับความนิยมชมชอบ มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงเจตคติ มากกว่าแหล่งข้อมูล ที่ธรรมดาทั่วๆไป (Kiesler&Kiesler,1969)
4. บุคคลที่มีอัตมโนทัศน์ (self-concept) ต่ำ จะถูกชักจูงให้เปลี่ยนแปลงเจตคติได้ง่ายกว่าบุคคลที่มีอัตมโนทัศน์สูง (Janis,1954)
5. กับบุคคลที่รู้ข้อมูลด้านเดียว การสื่อสารที่ให้ข้อมูลข่าวสารทั้ง 2 ด้าน คือทั้งด้านดี และ ด้านไม่ดี จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเจตคติได้ดีกว่า ส่วนบุคคลที่รู้ข้อมูลทั้ง 2 ด้าน การสื่อสารที่ให้ข้อมูลด้านเดียว จะให้ผลในการเปลี่ยนแปลงเจตคติได้ดีกว่า
6. วิธีการสื่อสารด้วยการพูดที่คล่อง ชัดเจน และเป็นธรรมชาติ จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลง เจตคติ มากกว่าการพูดช้าๆ และไม่ต่อเนื่อง เพราะการพูด แสดงถึงการมีความสามารถ และความน่าเชื่อถือ (Miller,และคณะ:1976)

อารมณ์ (Emotion)
ความหมาย
นายแพทย์เทิดศักดิ์ เดชคง (2542:20) กล่าวถึงอารมณ์ว่า เป็นสภาวะทางจิตใจที่มีผลมาจากตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น ทั้งที่มาจากภายใน ได้แก่ความไม่สบาย ความเจ็บปวด และอาจมาจากสิ่งเร้าภายนอก เช่น บุคคล อุณหภูมิ ดินฟ้าอากาศ อารมณ์อาจมีความหมายได้หลายแง่ ทั้งแง่ดี แง่ไม่ดี
อารี เพชรผุด (2541:210) ให้ความหมายไว้ว่า อารมณ์ คือภาวะที่อินทรีย์ (Organism) ถูกเร้า ให้เกิดการตอบสนอง หรือที่เรียกว่า ผลกระทบจากสิ่งเร้า ไม่ว่าผลกระทบนั้นจะหนักหรือ เบา ก็ตาม จะทำให้เกิดปฏิกิริยาขึ้นได้และมีการแสดงออกได้เป็น 3 แบบ คือ
1. แบบที่เกิดทันทีทันใด (Emotional experience) เช่น รู้สึกโกรธ กลัวดีใจ
2. พฤติกรรมที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากอารมณ์ (Emotional behavior) เช่นกล่าวคำสบถสาบานเมื่อรู้สึกโกรธ กระโดดโลดเต้นเมื่อรู้สึกดีใจ
3. เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย (Physical change) เช่น หน้าแดง มือสั่น ปากสั่น
อารมณ์กับความรู้สึกเป็น สิ่งที่ต่อเนื่องกัน และยากที่จะแยกแยะว่าอันไหนเป็นความรู้สึก (Feeling) อันไหนเป็นอารมณ์ (emotion) เพราะเป็นภาวะที่ต่อเนื่องกัน จากความรู้สึกที่ธรรมดา ไปจนถึงความรู้สึกที่ธรรมดา ไปจนถึงความรู้สึกที่รุนแรง
Feldman (1994:320) กล่าวว่า อารมณ์ เป็นความรู้ต่างๆ(Feeling) เช่น สุข เศร้า เสียใจ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมีผลต่อ กระบวนการทางสรีระ และทางความคิด ซึ่งร่วมกันทั้งหมดมีผลต่อการแสดงพฤติกรรม
Baron (1996:354)สรุปไว้ว่า อารมณ์เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากกรเปลี่ยนแปลงกายภาพ ระดับของการคิดแบบอัตนัย และพฤติกรรมที่แสดงออก
อาจกล่าวสรุปได้ว่า อารมณ์เป็นความรู้สึกชนิดต่างๆ ที่บุคคลมีต่อสิ่งเร้า ความรู้สึกเหล่านี้ อาจรุนแรง หรอเบาบางกว่าปกติ และอาจเกิดขึ้นพร้อมกับมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพร่วมไปด้วย

ทฤษฎีทางอารมณ์
ทฤษฎีของเจมส์ – แลงค์ ( James-Lange -Theory) เป็นทฤษฎีที่วเลี่ยม เจมส์ (William James) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน และ คาร์ล จี แลงค์ (Carl G.Lange) แพทย์ชาวเดนมาร์ก ทั้ง 2 มีแนวคิดที่ตรงกันว่า อารมณ์เป็นผลที่เกิดเนื่องมาจาก มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ในขณะที่ระบบประสาทรับการสัมผัสจากสิ่งเร้า และสั่งการไปยังกล้ามเนื้อให้มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างทันทีทันใด แล้วจึงเกิดอารมณ์ (Baron,1996:354) เช่น เรารู้สึกว่ามีสิ่งเปียกๆ เหนียวๆ หล่นใส่แขนเราสลัดทันที เมื่อเรารู้ภายหลังว่าสิ่งนั้น คือ อะไรเราจึงเกิดอารมณ์ต่างๆ ตามมา อาจกลัวถ้าเป็นงู อาจเกลียดถ้าเป็นตุ๊กแก อาจขยะแขยงถ้าเป็นน้ำมูก หือขบขันถ้าเป็นยางที่ทำเป็นรูปสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ
ทฤษฎีของเคนนอน- บาร์ด (Cannon –Bard Thry) ผู้ตั้งทฤษฎีนี้คือ วอลเตอร์ บี แคนนอน (Walter B. Cannon) และ บาร์ด (Bard) ซึ่งเปฯศิษย์ของ แคนนอน เขาได้อธิบายการเกิดอารมณ์ว่า เมื่ออินทรีย์หรือร่างกายรับสัมผัสจากสิ่งเร้าภายนอกแล้ว จะรายงานมายังสมองส่วนกลาง (Thalamus) แล้วส่งต่อไปยังสมองส่วนกลางภายใน (Hypothalamus) ซึ่งเป็นแหล่งที่เกิดจากอารมณ์ จากนั้นเป็นการสั่งการให้กล้ามเนื้อตอบสนองต่อสิ่งเร้า ทฤษฎีนี้บางที่เรียกว่า Canon’s Thalamic Theory (Shaver,1993:152)
ทฤษฎีของชัคเตอร์ – ซิงเกอร์ (Schacter -Singer) บางทีเรียกว่า “ ทฤษฎีการที่แสดงถึงการรู้การเข้าใจ” (Cognitive Labeling Theory) ซึ่งเสนอโดย ชัชเตอร์ (Schachter) และ ซิงเกอร์ (Singer) เป็นทฤษฎีที่เน้นใน 2 องค์ประกอบที่สำคัญ (Baron,1996 : 355) คือ การรู้การเข้าใจและ สถานการณ์ในสังคม ที่มีบทบาทต่อการกำหนดสภาวะอารมณ์ คือ การที่บุคคลจะมีอารมณ์แบบใดขึ้นอยู่กับ การรู้และเข้าใจสิ่งแวดล้อมทางสังคม และการเลือกตอบสนองของบุคคล ทฤษฏีนี้มีการเปรียบเทียบมนุษย์เหมือนตู้เพลง การหยอดเหรียญลงไป เท่ากับเป็นการถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าภายนอก เข้าไปปลุกระบบที่ทำให้เกิดอารมณ์แต่จะเป็นเพลงแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับผู้ที่เลือกเพลงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ทฤษฎีอารมณ์ตู้เพลง” (Jukebox Theory of Emotion)
หน้าที่ของอารมณ์
การที่มนุษย์มีอารมณ์ ต่างๆที่ทำให้ชีวิตไม่จืดชืด มีสีสันที่น่าสนใจขึ้น นักจิตวิทยาพยายามแสดงให้เห็นถึงหน้าที่สำคัญของอารมณ์ที่มีต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งมีดังนี้
(Schere, 1984 อ้างจาก Feldman, 1994:321-322)
1. เตรียมพร้อมในการกระทำต่างๆของเรา (Preparing) อารมณ์ ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างสถานการณ์จากสิ่งแวดล้อมภายนอก กับแสดงพฤติกรรมตอบสนองของบุคคล เชื่อ เห็น สุนัขคำรามและวิ่งเข้าใส่เรา การเกิดอารมณ์(กลัว) จะประสานกับการกระตุ้นระบบของร่างกายให้เกิดพฤติกรรมวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว
2. ตกแต่งพฤติกรรมของเรา (Shaping) อารมณ์ทำหน้าที่ในการเรียนรู้ข้อมูลต่างๆ ที่จะช่วยกล่อมเกลาพฤติกรรมการตอบสนองของเราให้มีความเหมาะสม การแสดงพฤติกรรมของบุคคลในขณะที่อารมณ์ไม่ดี จะสอนให้บุคคลรู้ว่า ในคราวต่อไปควรจะแสดงออกเช่นไร จึงจะเหมาะสมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
3. ช่วยให้เรามีพฤติกรรมด้านสังคมที่เป็นระบบระเบียบขึ้น (Helping) ประสบการณ์ทางอารมณ์ ที่เราได้รับจากการพบปะกับบุคคลต่างๆ จะสังเกตได้จากการสื่อสารกันทั้งจากการพูดและจากการแสดวสีหน้า ท่าทาง ที่บุคคลแสดงโต้ตอบเราจะช่วยให้เราเข้าใจว่า ในคราวต่อไปเราควรแสดงพฤติกรรมการโต้ตอบทางังคมอย่างไร จึงจะดูดีและเป็นที่ยอมรับ
การพัฒนาความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์
ซาโลเวย์ (Salovey, 1988 อ้างอิงจาก Goleman, 1995. 42-44) กล่าวถึงองค์ประกอบที่สำคัญของความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ไว้ ด้านได้แก่
1. การรู้จักอารมณ์ตนเอง (Know one’s emotion)
2. การจัดการ(บริหาร)อารมณ์ตนเอง(managing emotion)
3. การสร้างการจูงใจให้ตนเอง(motivating oneself)
4. การหยั่งรู้อารมณ์ของผู้อื่น(recognizing emotions in others)
5. การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
ในการพัฒนาความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ จะต้องพัฒนาในแต่ละองค์ประกอบต่อไปนี้ (นันทนา วงษ์อินทร์, 2542:30-37 ) คือ
1. การรู้จักอารมณ์ของตนเอง (Know one’s emotion)
เป็นการรู้ว่าอารมณ์ของตนเป็นเช่นไรทั้งตามปกติและรู้ถึงลักษณะและการแสดงออกของอารมณ์ที่ไม่ปกติ (อารมณ์ชั่ววูบ) รวมถึงผลย้อนกลับของอารมณ์ต่างๆ ของตน
แนวทางในการพัฒนาการรู้จักอารมณ์ตนเอง ทำได้ดังนี้คือ
1. ให้เวลาแก่ตนเองในการทบทวนอารมณ์ของตน พิจารณาว่าเราเป็นคนที่มีลักษณะอารมณ์เช่นไร มักจะคล้อยตามอารมณ์ตนเอง คล้อยตามอารมณ์ผู้อื่น หรือคล้อยตามสิ่งแวดล้อมภายนอก
- ทบทวนลักษณะการแสดงอารมณ์-เราได้แสดงอาการใดออกไป
- ทบทวนผลย้อนกลับจากการแสดงอารมณ์ของเรา
- รู้สึกอย่างไรกับผลย้อนกลับ(พอใจ , ไม่พอใจ)
- คิดอย่างไรกับผลย้อนกลับ (เหมาะสม, ไม่เหมาะสม)
- ถ้ารู้สึกว่าไม่พอใจ คิดว่าไม่เหมาะสม หาวิธีการที่ดีกว่าสำหรับใช้ในคราวต่อไป
- ถ้ารู้สึกว่าพอใจ เหมาะสมแล้ว ต้องแน่ใจว่าไม่มีการเข้าข้างตัวเอง หรือหลอกตัวเองแล้วใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป
2. ฝึกการรู้ตัวบ่อยๆ มีสติกับการรู้ตัว
- ขณะนี้เรากำลังรู้สึกอย่างไรกับตัวเองหรือกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆตัวเรา
- รู้สึกสบายใจ, ไม่สบายใจ
- คิดอย่างไรกับความรู้สึกนั้น
- ความคิด/ความรู้สึกมีผลอย่างไร กับการแสดงออกของตนเอง
2. การจัดการ(บริหาร) อารมณ์ของตนเอง(managing emotions)
เป็นความสามารถในการควบคุมอารมณ์และแสดงออกได้อย่างเหมาะสม กับบุคคลสถานที่ เวลาและเหตุการณ์ ทั้งอารมณ์ดีและอารมณ์ไม่ดี ให้เกิดความสมดุล ในการจัดการกับ อารมณ์ของตนเองนี้จะทำได้ดีเพียงใดนั้นสืบเนื่องมาจากการรู้จักอารมณ์ของตนเอง
การฝึกการจัดการอารมณ์ของตนเอง
1. ทบทวนว่าอะไรบ้างที่เราทำลงไปเพื่อตอบสนองอารมณ์ที่เกิดขึ้น ดูด้วยว่าผลที่เกิดขึ้นตามมาเป็นเช่นไร
2. เตรียมการในการแสดงอารมณ์ ตั้งใจไว้เกี่ยวกับการแสดงอารมณ์ในคราวต่อไป ฝึกการสั่งตัวเองว่าทำอะไร จะไม่ทำอะไร
3. ฝึกการรับรู้สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว หรือที่เราต้องเกี่ยวข้อง ในด้านดี มอง-ฟัง สิ่งดี-สร้างอารมณ์แจ่มใสเกิดความสบายใจ
4. ฝึกการสร้างความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง/ผู้อื่น/สิ่งอื่นที่อยู่รอบตัว ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากข้อ 3 ทำให้เกิดความคิดที่ดี การกระทำที่ดี ทำให้เกิดผลย้อนกลับที่ดีต่อทั้งตนเองและผู้อื่น
5. ฝึกการมองหาประโยชน์/โอกาสจากอุปสรรค/ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยการเปลี่ยนมุมมอง -มองหาแง่ดี -โดยคิดว่าเป็นสิ่งท้าทาย ให้เราได้แสดงความสามารถ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วกับเรามีทางเลือกมากกว่า 1 ทาง จงเลือกทางที่เป็นประโยชน์ที่สุดหรือมีโทษน้อยที่สุด
6. ฝึกการผ่อนคลายความเครียดที่เกิดจากอาการไม่ดี โดยเลือกวิธีที่เหมาะกับตนเอง เพราะถ้ามีความเครียดมากๆ จะไม่มีพลังพอที่จะให้หลุดพ้นการครอบงำอารมณ์ เมื่อควบคุมอารมณ์ได้แล้วก็จะได้หาทางระบายอารมณ์ในทางที่เหมาะสมต่อไป
3. การสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง (Motivating oneself)
เป็นการมองโลกในแง่ดีของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเองและสร้างความเชื่อมั่นว่า เราสามารถอยู่กับสิ่งนั้นได้ เราสามารถทำได้ เราสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทั้งนี้เพื่อให้เกิดกำลังใจที่จะสร้างสรรค์สิ่งดี มุ่งไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ผู้ที่มีความสามารถและทักษะในด้านนี้ มีแนวโน้มว่าจะเป็นผู้ปฏิบัติงาน หรือสิ่งต่างๆที่ต้องทำในชีวิต ได้อย่างมีคุณค่า
แนวทางในการสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง
วิธีการที่จะสร้างความเข้มแข็งของอารมณ์เพื่อเกิดความมุ่งมั่นที่จะกระตุ้นตัวเองให้มีการปฏิบัติไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ซึ่งอาจทำให้ได้ดังนี้
1. ทบทวนว่าสิ่งที่สำคัญในชีวิตของเรามีอะไรบ้าง ที่เราต้องการ อยากได้ อยากมี อยากเป็น จัดอันดับความสำคัญ แล้วพิจารณาว่าการจะบรรลุสิ่งที่ต้องการแต่ละสิ่งนั้น สิ่งใดที่มีทางเป็นไปได้ สิ่งใดเป็นไปไม่ได้ สิ่งใดจะเกิดประโยชน์ สิ่งใดจะเกิดโทษ
2. นำความต้องการในข้อ 1. ที่เป็นไปได้และเกิดประโยชน์มาตั้งเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนให้แก่ตนเอง แล้ววางขั้นตอนที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมายนั้น
3. ในการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ต้องระวังอย่าให้เหตุการณ์บางอย่างมาทำให้ไขว้เขวไปจนออกนอกทางที่จะบรรลุเป้าหมาย
4. ถ้าท่านเป็นบุคคลประเภท “สมบูรณ์แบบ” (Perfectionist) (คือทุกอย่างที่เกี่ยวกับท่านต้องดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุด ผิดพลาดไม่ได้) ต้องพยายามลดความสมบูรณ์แบบลง ฝึกสร้างความยืดหยุ่นในอารมณ์ จะได้ไม่เครียด ผิดหวัง เสียกำลังใจหากเกิดสิ่งผิดพลาดบกพร่องขึ้น
5. ฝึกการมองหาประโยชน์จากอุปสรรค มองหาสิ่งดีจากสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นแล้ว (เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเปลี่ยนให้ไม่เกิดไม่ได้) เพื่อสร้างความรู้สึกดีๆที่จะเป็นพลังให้เกิดสิ่งดีอื่นๆต่อไป
6. ฝึกสร้างทัศนคติที่ดี (ใช้พื้นฐานจากข้อ 5) ทำความเข้าใจในเรื่องการมองโลกแง่ดี หามุมมองที่ดีในเรื่องที่เราไม่พอใจ มองปัญหาให้เป็นการเรียนรู้ การคิดในแง่ดีทำให้รู้สึกดี มีพฤติกรรมที่ดี เกิดความพึงพอใจ เป็นการเพิ่มพลัง-แรงจูงใจให้ตัวเอง
7. หมั่นสร้างความหมายในชีวิตให้แก่ตนเอง มองสิ่งดีในตนเอง นึกถึงสิ่งทีสร้างความภูมิใจแม้จะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆ ในตัวเราและพยายามใช้สิ่งดีในตนสร้างให้เกิดคุณค่าแก่ทั้งตนเองและผู้อื่นอยู่เสมอ ก็จะยิ่งเพิ่มพูนความหมายในชีวิตมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มแรงที่จะรู้สึก-คิด-และปฏิบัติสิ่งต่างๆ
8. ให้กำลังใจตัวเอง คิดอยู่เสมอ ว่าเราทำได้ –เราจะทำ-ลงมือทำ
4. การหยั่งรู้อารมณ์ผู้อื่น (Recognizing emotion in others)
เป็นความสามารถในการรับรู้อารมณ์–ความรู้สึกของผู้อื่น มีความเข้าใจ เห็นใจผู้อื่นสามารถปรับความสมดุลของอารมณ์ตนเอง ตอบสนองต่อผู้อื่นได้อย่างสอดคล้องกัน ความสามารถในด้านนี้เป็นทักษะทางสังคม ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตอยู่ทั้งในครอบครัว ในงานอาชีพ
ในสังคมทั่วไป เพราะเราต้องพบปะมีสัมพันธภาพกับผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แนวทางการฝึกการหยั่งรู้อารมณ์ผู้อื่น
1. ให้ความสนใจการแสดงออกของผู้อื่น โดยการสังเกตสีหน้า, แววตา, ท่าทาง, การพูด,ถ้อยคำน้ำเสียง ตลอดจนการแสดงออกอื่นๆ ฝึกสังเกตบ่อยๆ จะเห็นอารมณ์ของเขาจากสิ่งต่างๆ เราสังเกตโดยเฉพาะสีหน้าแววตา จะสังเกตได้ง่ายกว่าจุดอื่น
2. อ่านอารมณ์ความรู้สึกของเขาจากสิ่งที่สังเกตเห็น ว่าเขากำลังมีอารมณ์ความรู้สึกใด อาจตรวจสอบโดยการถามความรู้สึกของเขา แต่การตรวจสอบต้องทำในสภาพเหมาะสม มิฉะนั้นอาจเป็นการทำลายความรู้สึกกันได้ ถ้าเราได้ฝึกการให้ความสนใจและการสังเกตบ่อยๆ จะมีความชำนาญในการรับรู้อารมณ์ความรู้สึกและการอ่านความรู้สึกของบุคคลมากขึ้น
3. ทำความเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึกของบุคคลตามสภาพที่เขาเผชิญอยู่หรือที่เรียกกันทั่วไป คือ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ถึงแม้จะไม่ถูกต้องทุกประการแต่ก็จะมีความคล้ายคลึงหรือใกล้เคียงบ้าง
4. แสดงการตอบสนองอารมณ์ ความรู้สึก ผู้อื่นที่เป็นการแสดงว่าเข้าใจ, เห็นใจกัน ทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกที่ดีต่อกัน
5. การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน (Handling relationship)
เป็นความสามารถในการอยู่ร่วมกันและทำงานร่วมกับผู้อื่นโดยมีความสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน และสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ ผู้ที่มีความสามารถและทักษะด้านนี้จะสามารถใช้ทั้งความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม ในการอยู่ร่วมกันกับบุคคลต่างๆ ได้อย่างราบรื่น
แนวทางในการพัฒนาการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
1. การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จำเป็นต้องมีพื้นฐานมาจากการมองตนเองและผู้อื่นในแง่ดี สร้างอารมณ์ที่ดีต่อกัน การฝึกสร้างความรู้สึกที่ดีต่อผู้อื่น-เห็นใจผู้อื่นจะทำให้การเริ่มต้นของการมีสัมพันธ์ภาพที่ดีเกิดขึ้น
2. ฝึกการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ-สร้างความเข้าใจที่ตรงกัน ชัดเจน ฝึกการเป็นผู้ฟังและผู้พูดที่ดี ที่สำคัญต้องคำนึงถึงความรู้สึกของผู้รับการสื่อสารด้วย (สื่อสารกันด้วยหัวใจ)
3. ฝึกการแสดงน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อรู้จักการให้-การรับ-การแลกเปลี่ยน ให้เกิดคุณค่า เกิดประโยชน์ สำหรับตัวเอง และสำหรับบุคคลที่เกี่ยวข้อง
4. ฝึกการให้เกียรติผู้อื่นอย่างจริงใจ- ให้การยอมรับ เพราะเป็นสิ่งที่จะทำให้ผู้รับมีความภาคภูมิ และความรู้สึกที่ดีตอบแทนมา
5. ฝึกการแสดงความชื่นชอบ ชื่นชม และให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ตามวาระที่เหมาะสม

11 ธันวาคม 2552

สอบกลางภาค


เตรียมสอบกลางภาค

1. สัปดาห์ที่ 8 ระหว่าง วันที่ 21 ธันวาคม - 25 ธันวาคม 2552 เป็นช่วงสอบกลางภาคของนักศึกษาภาคปกติ วันที่ 16-17 มกราคม 2553 เป็นช่วงสอบกลางภาค ของนักศึกษา กศบป.

ข้อสอบ เน้นที่ความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาวิชา และการนำมาใช้ โดยสัมพันธ์กับบทที่ 1-6 ในเอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ดังนั้น นักศึกษาสามารถอ่านทบทวนทำความเข้าใจและเตรียมตัวให้พร้อม

2. คะแนนเก็บระหว่างภาคเรียน อาจารย์ผู้สอนจะประกาศไว้ในเว็บบล็อกรายวิชา ภายในวันที่ 31 มกราคม 2553 ตามหมู่เรียน และวันเวลาที่เรียน ประกาศโดยเรียงตามรหัสนักศึกษา

* คะแนนเก็บระหว่างภาคเรียน (หลังสอบกลางภาค) 44.5 % (เต็ม 80%)
1.1 สอบกลางภาค 10 %
1.2 โครงการพัฒนาตน 12 % (เต็ม25%)
1.3 การวิเคราะห์ตนเอง ทักษะทางปัญญา ในบันทึกประจำวัน 2.5 % (เต็ม 5 %)
1.4 ศึกษาด้วยตนเอง ความรับผิดชอบ จริยธรรมในบันทึกประจำวัน 5 % (เต็ม 10%)
1.5 การร่วมกิจกรรม ทักษะมนุษยสัมพันธ์ 5 % (เต็ม 10%)
1.6 การนำเสนอผลงาน ทักษะการสื่อสาร การใช้เทคโนโลยี 5 % ( เต็ม 10%)
1.7 การเข้าชั้นเรียน ตรงต่อเวลา เคารพกฎของห้องเรียน 5 % (เต็ม 10%)

30 พฤศจิกายน 2552

การค้นคว้าด้วยตนเอง


เนื่องจากมีการหยุดการเรียนการสอนวิชาพฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน ใน สัปดาห์ที่ 5-6 ระหว่างวันที่ 2-7 ธันวาคม 2552
อาจารย์ประจำวิชาจึงให้ นักศึกษาทุกหมู่เรียน ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ดังนี้


การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
ให้นักศึกษาเขียนโครงร่าง โครงการพัฒนาตนเอง โดยรวบรวมข้อมูลจากเครื่องมือต่างๆ ดังนี้
1.ข้อมูลจากบันทึกประจำวัน ได้แก่ ความรู้สึก การกระทำ ของนักศึกษาแต่ละคนที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ทุกวันทุกสัปดาห์
2.การกระทำที่ต้องการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นจากการระบุในบันทึกประจำวันของแต่ละคน
3.สิ่งที่เห็นว่าไม่น่ากระทำ (ของตัวนักศึกษาเอง) จากการทำกิจกรรมผังครอบครัว
โดยระบุโครงร่างตามรูปแบบ


โครงร่างการพัฒนาตนเอง
ชื่อ................................นามสกุล.....................
รหัสนักศึกษา..................................................
สาขาวิชา.........................................................
วัน/เวลาที่เรียน................................................
พฤติกรรมที่ต้องการพัฒนา
1.ด้านการกระทำ อารมณ์ ความรู้สึก(จิตใจ) สังคม จิตวิญญาณ ที่นักศึกษาต้องการปรับปรุงในทางที่ดีขึ้น
................................................................................................................................................
................................................................................................................................................

2.เหตุผลที่ต้องการปรับปรุงในทางที่ดีขึ้น
...................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
การวิเคราะห์พฤติกรรม ความรู้สึกของตนเอง
พฤติกรรม หรือความรู้สึกที่ต้องการพัฒนา................................................................................................
สาเหตุ 1...................................................................................................................................................
2...................................................................................................................................................
3...................................................................................................................................................
4..................................................................................................................................................
5..................................................................................................................................................

วิธีการพัฒนาตนเอง
เขียนระบุวิธีการเพื่อปรับปรุง ตามสาเหตุที่พบ และเพิ่มเติมหลักวิธีการจาก เอกสารประกอบการเรียนรายวิชา
1........................................................................................................................................................................
2........................................................................................................................................................................
3........................................................................................................................................................................
4........................................................................................................................................................................
5........................................................................................................................................................................
หลักการ หัวข้อ หรือ แนวคิด จากบทที่ 1-10 ในเอกสารประกอบการเรียนรายวิชา ที่นักศึกษาจะนำมาเป็นแนวทางการพัฒนา
บทที่ 1 ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์
หลักการ แนวคิด หรือหัวข้อ ในบทนี้เพียง 1 หลักการที่เลือกมาเป็นส่วนประกอบในวิธีการพัฒนา...............................................................................................

เหตุผลที่เลือกมาเป็นวิธีการพัฒนา..................................................................................................................
บทที่ 2 ปัจจัยพื้นฐานของพฤติกรรม
หลักการ แนวคิด หรือหัวข้อ ในบทนี้เพียง 1 หลักการที่เลือกมาเป็นส่วนประกอบในวิธีการพัฒนา........................................................................................................................................................................ เหตุผลที่เลือกมาเป็นวิธีการพัฒนา..................................................................................................................
บทที่ 3 องค์ประกอบของพฤติกรรม
หลักการ แนวคิด หรือหัวข้อ ในบทนี้เพียง 1 หลักการที่เลือกมาเป็นส่วนประกอบในวิธีการพัฒนา........................................................................................................................................................................ เหตุผลที่เลือกมาเป็นวิธีการพัฒนา.................................................................................

บทที่ 4 การศึกษาตนเองและการพัฒนาตน
หลักการ แนวคิด หรือหัวข้อ ในบทนี้เพียง 1 หลักการที่เลือกมาเป็นส่วนประกอบในวิธีการพัฒนา.................................................................................
เหตุผลที่เลือกมาเป็นวิธีการพัฒนา.................................................................................
บทที่ 5 การบริหารเวลา
หลักการ แนวคิด หรือหัวข้อ ในบทนี้เพียง 1 หลักการที่เลือกมาเป็นส่วนประกอบในวิธีการพัฒนา.................................................................................
เหตุผลที่เลือกมาเป็นวิธีการพัฒนา.................................................................................
บทที่ 6 หลักการสร้างมนุษยสัมพันธ์
หลักการ แนวคิด หรือหัวข้อ ในบทนี้เพียง 1 หลักการที่เลือกมาเป็นส่วนประกอบในวิธีการพัฒนา.................................................................................
เหตุผลที่เลือกมาเป็นวิธีการพัฒนา.................................................................................
บทที่ 7 การติดต่อสื่อสารเพื่อการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
หลักการ แนวคิด หรือหัวข้อ ในบทนี้เพียง 1 หลักการ ที่เลือกมาเป็นส่วนประกอบในวิธีการพัฒนา.................................................................................
เหตุผลที่เลือกมาเป็นวิธีการพัฒนา.................................................................................
บทที่ 8 การทำงานเป็นทีม
หลักการ แนวคิด หรือหัวข้อ ในบทนี้เพียง 1 หลักการ ที่เลือกมาเป็นส่วนประกอบในวิธีการพัฒนา.................................................................................
เหตุผลที่เลือกมาเป็นวิธีการพัฒนา.................................................................................
บทที่ 9 แรงจูงใจในการทำงาน
หลักการ แนวคิด หรือหัวข้อ ในบทนี้เพียง 1 หลักการ ที่เลือกมาเป็นส่วนประกอบในวิธีการพัฒนา.................................................................................
เหตุผลที่เลือกมาเป็นวิธีการพัฒนา.................................................................................
บทที่ 10 การสร้างชีวิตให้เป็นสุข
หลักการ แนวคิด หรือหัวข้อ ในบทนี้เพียง 1 หลักการ ที่เลือกมาเป็นส่วนประกอบในวิธีการพัฒนา.................................................................................
เหตุผลที่เลือกมาเป็นวิธีการพัฒนา.................................................................................

เวลาที่ใช้ในการพัฒนาพฤติกรรม
นักศึกษาเขียนตารางเวลาพัฒนาพฤติกรรม หลังเรียนบทที่ 5 เรื่อง การบริหารเวลา

กำหนดการทำงาน และการให้คะแนน

1.ก่อนและระหว่างสอบปลายภาค
วันที่ 14-20 ธันวาคม 2552 ส่งเอกสาร โครงร่างโครงการพัฒนาตน 3 คะแนน (ลงชื่อส่งกับอาจารย์)
วันที่ 21-30 ธันวาคม 2552 ส่งเอกสารพัฒนาตน ตอนที่ 1-2 การรู้จักตน และแผนการพัฒนาตน 7 คะแนน (ลงชื่อส่งกับอาจารย์)


27 พฤศจิกายน 2552

ข่าวประชาสัมพันธ์รายวิชา


เนื่องด้วย ในวันที่ 2-4 ธันวาคม 2552
อาจารย์ประจำวิชา ไปราชการที่กรุงเทพมหานคร
จึงให้นักศึกษานำการเรียนการสอนสัปดาห์ที่ 13 คือ การค้นคว้าด้วยตนเองมาเรียนในสัปดาห์ดังกล่าว
หมู่เรียนที่ต้องค้นคว้าด้วยตนเอง ได้แก่ วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์,พลศึกษา,สังคมศึกษา และรัฐประศาสนศาสตร์
ส่วนการศึกษาปฐมวัย เข้าเรียนตามปกติ

หัวข้อการค้นคว้าด้วยตนเอง
1.อ่านบทความ "หากหัวใจในห้องว่าง" และสรุปใจความเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้
2.อ่านบันทึกประจำวันของตนเอง แล้วนำความรู้สึกทางบวก เช่น ดีใจ สุข และความรู้สึกทางลบ เช่น เศร้า เบื่อ มาตรวจสอบจำนวนครั้งที่มีความรู้สึกเหล่านั้น ในช่วงเดือนตุลาคม ถึงพฤศจิกายน เพื่อนำมาสร้างแผนภูมิแท่ง
3.ทำกิจกรรมในหนังสือแบบฝึกปฏิบัติรายวิชา กิจกรรมที่1.1.1-1.3.2

บทที่ 2 ปัจจัยพื้นฐานของพฤติกรรม


บทที่ 2
ปัจจัยพื้นฐานของพฤติกรรม

ปัจจัยพื้นฐานทางชีววิทยา
การศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ นักจิตวิทยาต้องศึกษาเพื่อทำความเข้าใจธรรมชาติ
ทางชีววิทยาควบคู่กันไปด้วย ทั้งนี้เพราะว่าพฤติกรรมของมนุษย์นั้นมีความสัมพันธ์กับระบบ
สรีรวิทยาโดยตรง ชีววิทยาและจิตวิทยาจึงเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์เหมือนกัน
สภาพทางชีววิทยาที่เป็นพื้นฐานของพฤติกรรมประกอบด้วยโครงสร้างของร่างกาย
ที่ทำหน้าที่แตกต่างกัน 3 อย่าง (Kendler 1974 : 39) ได้แก่
1.กลไกที่ทำหน้าที่รับสัมผัส เรียกว่า Receptors
2.กลไกที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อ เรียกว่า Nerve Cells
3.กลไกที่ทำหน้าที่ตอบโต้ เรียกว่า Effectors
กลไกการทำงานของโครงสร้างทั้ง 3 ส่วน จะมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน ดังที่อธิบายในภาพที่ 2-1
1.กลไกที่ทำหน้าที่รับสัมผัส (Receiving Mechanisms)
อวัยวะของร่างกายซึ่งทำหน้าที่รับสัมผัสจากสิ่งเร้า ได้แก่ อวัยวะสัมผัสทั้งหมด คือ หู ตา จมูก ลิ้น ผิวหนัง การทำหน้าที่ของอวัยวะสัมผัสทั้ง 5 ส่วน แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ
1.1อวัยวะสัมผัสเฉพาะด้าน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น
1.2อวัยวะสัมผัสทั่วไป คือ การสัมผัสทางผิวหนัง ได้แก่ ความร้อนหนาว
ความเจ็บปวด หรือความรู้สึกต่าง ๆ จากการสัมผัส
2.กลไกที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อ (Connecting Mechanisms)
ระบบประสาท (Nervous System) เป็นอวัยวะของร่างกาย ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่อประสานงานระหว่างอวัยวะสัมผัสไปสู่กลไกที่ทำหน้าที่ตอบโต้ระบบประสาทมีความสำคัญมาก
ต่อการเรียนรู้ และการตอบโต้พฤติกรรม ส่วนประกอบของระบบประสาท แบ่งเป็น 2 ระบบ คือ
2.1ระบบประสาทส่วนกลาง (C.N.S. = Central Nervous System) ซึ่งระบบประสาทส่วนกลางแยกเป็น 2 ส่วน
1)สมอง (Brain) สมองของมนุษย์แบ่งเป็นสมองส่วนใหญ่ ซึ่งจะทำหน้าที่
ควบคุม การคิด การพูด การกระทำ เป็นต้น และสมองส่วนเล็ก ซึ่งจะทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ
2)ไขสันหลัง (Spinal Cord) ทำหน้าที่รับส่งความรู้สึกผ่านไปยังสมอง นอกจากนี้แล้วประสาทไขสันหลังยังเป็นศูนย์กลางของปฏิกริยาสะท้อนอีกด้วย
2.2ระบบประสาทส่วนนอก (P.N.S. + Peripheral Nervous System) แบ่งออกเป็น
2 ส่วน
1)เซลล์ประสาท (Nerve Cells) ประกอบด้วยตัวเซลล์แอกซอน (Axon) และเด็นไดร์ท (Dendrite)
2)เส้นประสาท (Motor Nerve Fibers) คือ เส้นใยประสาททั่วไปของคน ระบบสมองและประสาทซึ่งเป็นส่วนทำหน้าที่เชื่อมต่อนั้น ถือว่าเป็นศูนย์รวมของอินทรีย์ ถ้าหากส่วนนั้นบกพร่องหรือพิการ ก็จะทำให้เกิดความบกพร่องในพฤติกรรมต่าง ๆ ด้วย นักเรียนบางคนที่สมองพิการด้วยสาเหตุต่าง ๆ ก็ย่อมเกิดความบกพร่องในการรับรู้และการเรียนรู้ เด็กบางคนไม่ถึงกับสมองพิการ แต่สมรรถภาพทางสมองด้อยกว่าเด็กคนอื่น ๆ พฤติกรรมการเรียน เช่น ความเข้าใจ ความจำ การคิด การพูด หรือการกระทำ ก็ย่อมหย่อนสมรรถภาพกว่าเด็กทั่ว ๆ ไป ซึ่งเด็กคนใดจะมีปัญหาทางสมองหรือไม่อย่างใดนั้น ถ้าหากครูผู้สอนให้ความสังเกตอย่างทั่วถึง ตรวจสอบพฤติกรรมการเรียนอย่างสม่ำเสมอ ก็พอที่จะจำแนกได้
3.กลไกที่ทำหน้าที่ตอบโต้ (Reacting Mechanism)
3.1ระบบกล้ามเนื้อ (Muscle) ระบบกล้ามเนื้อถือเป็นหน่วยปฏิบัติการตามคำสั่งของสมอง ทำให้เกิดพฤติกรรมหรือกิริยาอาการต่าง ๆ กล้ามเนื้อประกอบด้วยเซลล์กล้ามเนื้อและเส้นใยที่ละเอียด ซึ่งจำแนกชนิดของกล้ามเนื้อตามการทำหน้าที่ได้ 3 ชนิด คือ
1)กล้ามเนื้อลาย ประกอบด้วยเส้นใยกล้ามเนื้อเล็ก ๆ ที่มีลักษณะเป็นเส้นลาย ๆ ได้แก่ กล้ามเนื้อแขน ขา สะโพก เป็นต้น
2)กล้ามเนื้อเรียบ ส่วนมากเป็นกล้ามเนื้อของระบบภายใน เช่น หลอดลม
หลอดอาหาร ลำไส้ มดลูก กระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น การทำงานของกล้ามเนื้อเรียบจะอยู่ภายใต้การควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติ
3)กล้ามเนื้อหัวใจ เป็นกล้ามเนื้อที่มีลักษณะพิเศษ อยู่ภายใต้การควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติ โดยทั่วไปแล้ว พฤติกรรมของกล้ามเนื้อลายนั้น มักจะเป็นพฤติกรรมภายนอก เช่น การเดิน การวิ่ง การทำงาน เป็นต้น ส่วนพฤติกรรมของกล้ามเนื้อเรียบและกล้ามเนื้อหัวใจจะเป็นพฤติกรรมภายใน เช่น การย่อยอาหาร การขับถ่าย เป็นต้น
3.2ระบบต่อม (Glands) ต่อเป็นระบบสรีรวิทยาส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการแสดงพฤติกรรม ต่อมประกอบด้วยเซลล์พิเศษที่สามารถสร้างสารเหลวที่มีคุณสมบัติทางเคมี เพื่อรักษาสภาวะสมดุลของร่างกาย นักจิตวิทยาชอบใช้การหลั่งสารเหลวของต่อมต่าง ๆ เป็นตัวแปรตาม (Dependent Variable) ในการทดลองทางจิตวิทยา ต่อมในร่างกายของมนุษย์แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1)ต่อมมีท่อ (Duct Glands) หมายถึง ต่อมที่หลั่งสารเหลวออกมาแล้วมีท่อเล็ก ๆ ลำเลียงสารเหลวนั้นออกสู่ภายนอกได้ เช่น ต่อมน้ำตา ต่อมเหงื่อ ต่อมไขมัน ต่อมน้ำลาย เป็นต้น
2)ต่อมไม่มีท่อ (Ductless Glands) คือ ต่อมที่ผลิตสารเหลวซึ่งมีคุณสมบัติ
ทางเคมีที่เรียกว่า “ฮอร์โมน” (Hormone) ไหลเข้าสู่กระแสโลหิตแล้วกระจายออกไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายโดยไม่อาศัยท่อ
ต่อมไม่มีท่อมีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย และมีผลต่อพฤติกรรม ตลอดจนบุคลิกภาพของบุคคล ถ้าหากปริมาณการหลั่งฮอร์โมนจากต่อมต่าง ๆ ผิดปกติ ซึ่งอาจจะมากหรือน้อยกว่าปกติ ก็จะทำให้การเจริญเติบโตของร่างกายผิดปกติจนทำให้พฤติกรรมต่าง ๆ แปรปรวนไปด้วย
ฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อนอกจากมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมโดยตรงแล้ว ยังมีผลต่อร่างกายและจิตใจของบุคคลด้วย เช่น ผู้ชายบางคนที่มีฮอร์โมนเพศหญิงในตัวมากกว่าฮอร์โมนชาย ก็จะมีผลทำให้หน้าอกขยายเหมือนผู้หญิง สภาพจิตใจก็เหมือนผู้หญิง กิริยาท่าทาง การพูด การเดิน หรืออิริยาบถต่าง ๆ ก็จะแสดงออกเสมือนกับว่าตนเองเป็นผู้หญิง บางคนอาจถึงกับตัดสินใจผ่าตัดเพื่อแปลงเพศ โดยตัดอวัยวะเพศชายทิ้งก็มีให้เห็นเป็นข่าวอยู่เสมอ ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของฮอร์โมนต่อร่างกายและจิตใจของบุคคล
ต่อมไร้ท่อสามารถจำแนกเป็นชนิดต่าง ๆ ได้ 8 ชนิด และกระจายอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
(1)ต่อมใต้สมอง (Pituitary Gland) มีขนาดเท่าเม็ดถั่วอยู่ตอนล่าง
ของสมอง เป็นต่อมที่มีความสำคัญที่สุด เพราะจะสร้างฮอร์โมนเพื่อควบคุมการสร้างฮอร์โมนของต่อมไร้ท่ออื่น ๆ ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง มี 2 ประเภท คือ
ก.GH (Growth Hormone) คือ ฮอร์โมนที่ควบคุมการเจริญเติบโต ของร่างกาย ในแต่ละวัยให้เป็นไปสอดคล้องกับธรรมชาติ แต่ถ้าหากระดับของ GH ในแต่ละวัย
ผิดปกติ ก็จะทำให้เกิดความผิดปกติกับลักษณะของร่างกาย เช่น ถ้าปริมาณของ GH มากเกินไป
ในวัยเด็กก็จะทำให้ร่างกายเจริญเติบโต สูงใหญ่กว่าปกติ แต่ถ้าหากระดับของ GH น้อยเกินไป
ในวัยเด็กก็จะทำให้ร่างกายไม่เจริญเติบโต เตี้ยแคระ
ข.ฮอร์โมนที่ควบคุมและกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนของต่อมไร้ท่ออื่นๆ ซึ่งได้แก่ TSH (Thyroid Stimulating Hormone) ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้หลั่งฮอร์โมนเป็นปกติ FSH (Follicular Stimulating Hormone) และ LH (Lutenizing Hormone) ทำหน้าที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของรังไข่และการตกไข่ของรังไข่ ACTH (Adrenocorticotrophic Hormone)
ทำหน้าที่ควบคุมต่อมอาดรีนอล (Adrenal)
(2)ต่อมไทรอยด์ (Thyroid Gland) อยู่ตรงลำคอ ข้าง ๆ กล่องเสียง ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเชื่อ “ไทรอกซิน” (Thyroxin) เพื่อควบคุมการเผาผลาญอาหาร การเจริญเติบโตของกระดูกและระดับแคลเซียมในเม็ดเลือด ถ้าหากเกิดความผิดปกติของระดับฮอร์โมนนี้ตั้งแต่
วัยเด็ก จะทำให้เกิดโรคเตี้ยแคระและปัญญาอ่อน
(3)ต่อมพาราไทรอยด์ (Parathyroid Gland) ต่อมชนิดนี้เป็นต่อมเล็ก ๆ อยู่ติดกับต่อมไทรอยด์ ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนชื่อ “พาราทอร์โมน” เพื่อควบคุมสภาวะสมดุลของแคลเซียมและฟอสฟอรัสในกระแสเลือด
(4)ต่อมแพนครีส (Pancreas Gland) หรือเรียกว่า ต่อมตับอ่อน อยู่บริเวณช่องท้องติดกับกระเพาะอาหาร ผลิตฮอร์โมน “อินซูลิน” (Insulin) เพื่อทำหน้าที่ควบคุมกระบวนการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรท และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ บุคคลที่เป็น
โรคเบาหวานเกิดจากร่างกายขาดอินซูลิน จึงทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูง
(5)ต่อมอาดรีนอล (Adrenal Gland) หรือต่อมหมวกไต อยู่บริเวณตอนบนของไต ฮอร์โมนจากต่อมนี้มีหลายชนิด แต่ที่สำคัญคือ “อาดรีนาลิน” (Adrenalin) ทำหน้าที่ควบคุมการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต กระบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกาย เมื่อร่างกายอยู่ในสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่รุนแรง เช่น ตึงเครียด โกรธ กลัว ต่อมอาดรีนอลจะหลั่งฮอร์โมนอาดรีนาลินเพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลทำให้ร่างกายสามารถเผชิญเหตุการณ์เฉพาะหน้าและทำให้มีพลังมากขึ้น หลอดเลือดขยายตัว สามารถนำเลือดไปสู่อวัยวะต่าง ๆ ได้มากขึ้น
(6)ต่อมโกแนด (Gonad Gland) ซึ่งก็คือต่อมเพศสำหรับเพศชาย คือ
“ลูกอัณฑะ” (Testis) ซึ่งจะหลั่งฮอร์โมนชื่อแอนโดรเจน (Asdrogen) ส่วนในเพศหญิง คือ “รังไข่” (Ovaries) ฮอร์โมนที่ผลิตจากรังไข่คือ เอสโตรเจน (Estrogen) ฮอร์โมนจากต่อมเพศจะกระตุ้นให้อวัยวะเพศเจริญเติบโตจนสามารถสร้างเซลล์เพศได้ นอกจากนี้แล้ว ยังกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาของลักษณะเพศขั้นทุติยภูมิ (Secondary Sex Characteristic) ได้แก่ หนวดเครา เสียงห้าว สำหรับเพศชาย หน้าอก สะโพกขยาย สำหรับเพศหญิง เป็นต้น
(7)ต่อมไทมัส (Thymus Gland) ต่อมนี้อยู่ในบริเวณขั้วหัวใจ ในช่วงวัยเด็กมีขนาดโต แต่ขนาดจะค่อย ๆ เล็กลงเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น แล้วหดหายไปในวัยผู้ใหญ่ ส่วนหน้าที่
ที่แน่นอนของต่อมนี้ยังไม่เป็นที่ชัดเจน
(8)ต่อมไพเนียล (Pineal Gland) ต่อนี้อยู่เหนือสมองส่วนกลาง ผลิตฮอร์โมนชื่อ “เมลาโทนิน” (Melatonin) ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้จะมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางเพศของมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหลาย จึงเห็นได้ว่า ระบบการทำงานของต่อมไร้ท่อเป็นระบบที่สลับซับซ้อน ซึ่งมีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน พฤติกรรมของบุคคลที่แสดงออกในสถานการณ์ต่าง ๆ ย่อมได้รับอิทธิพลจากต่อมไร้ท่อด้วย ฉะนั้น นักจิตวิทยาจึงถือว่า ระบบต่อเป็นระบบหนึ่งที่มีความสำคัญต่อสภาพทางจิตใจ ร่างกาย และต่อพฤติกรรมของมนุษย์อย่างมาก
จากธรรมชาติพื้นฐานทางชีววิทยาที่กล่าวมานั้น คงทำให้เราเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติทางชีววิทยากับพฤติกรรมของบุคคลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถวิเคราะห์ตนเองและผู้อื่นเพื่อตรวจสอบพฤติกรรมของตนเองและผู้อื่นว่ามีความผิดปกติหรือไม่อย่างไร หรือเมื่อพบว่าผิดปกติก็จะสามารถสืบค้นไปถึงปัจจัยทางชีววิทยาบางประการที่มีความเกี่ยวข้องกัน เพื่อที่จะได้หาทางแก้ไขหรือให้ข้อมูลแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อจะได้ร่วมมือแก้ไขหรือช่วยเหลือบุคคลนั้น
ได้ตรงประเด็น
ปัจจัยพื้นฐานทางสังคมวิทยา
นักจิตวิทยาและนักสังคมวิทยาถือว่าการเป็นคนโดยสมบูรณ์ขึ้นอยู่กับการได้มีโอกาสติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น การติดต่อสื่อสารสัมพันธ์กับคนอื่นของมนุษย์มีมาตั้งแต่แรกเกิด เริ่มต้นจาก พ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง และคนอื่น ๆ ในสังคม ดังนั้น พฤติกรรมของบุคคลจึงถูกกำหนดจากพื้นฐานทางครอบครัว แล้วค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไปในทิศทางตามที่สังคมต้องการ ทั้งนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของตนเองให้มากที่สุด ประสบการณ์ต่าง ๆ ทางสังคมจึงเป็นสิ่งกำหนดพฤติกรรมและบุคลิกภาพของบุคคลโครงสร้างทางสังคมและประสบการณ์ทางสังคมที่แตกต่างกันย่อมทำให้บุคคลมีลักษณะบุคลิกภาพและพฤติกรรมแตกต่างกัน เช่น คนไทยจะมีลักษณะพฤติกรรม และบุคลิกภาพแตกต่างไปจากคนในสังคมตะวันตกโดยสิ้นเชิง หรือเด็กในสังคมเดียวกันที่ถูกพ่อแม่ กักขัง ทำโทษดุด่าว่ากล่าวเสมอ ๆ ย่อมมีบุคลิกภาพแตกต่างไปจากเด็ก ๆ ที่พ่อแม่เลี้ยงดู ด้วยความรัก และความอบอุ่น
ในการอยู่ร่วมกับสังคมนั้น ทุกคนต้องมีความตระหนักถึงธรรมชาติพื้นฐานทางสังคมวิทยาที่ว่า “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” ดังนั้น กระบวนการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่หรือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ต้องมุ่งฝึกฝนให้นักเรียนเรียนรู้การที่อยู่ร่วมกับผู้อื่นและทำงานร่วมกับผู้อื่นในสังคม เช่น ให้ทำกิจกรรมกลุ่ม การให้ความร่วมมือกับกลุ่ม การยอมรับนับถือผู้อื่น การเป็นผู้นำและผู้ตาม ตลอดจนลักษณะนิสัยและมารยาททางสังคมทั่ว ๆ ไป ต้องจัดให้เด็กเรียนรู้ควบคู่กันไปด้วย บุคคลบางคนอาจจะปรับตัวเข้ากับเพื่อน ๆ ได้ยาก พูดน้อย เก็บความรู้สึกหรือปลีกตัวหนีสังคม ขณะที่บางคนชอบพูดคุยเสียงดังสนุกสนานเฮฮา นิสัยทางสังคมดังกล่าวล้วนแต่มีความสัมพันธ์กับประสบการณ์พื้นฐานทางสังคมจากครอบครัวทั้งสิ้น บุคคลที่มีประสบการณ์พื้นฐานในวัยเด็กดี ก็จะมีบุคลิกภาพและนิสัยทางสังคมดี มองโลกในแง่ดี มีความเป็นมิตร เห็นคุณค่าของคนอื่น และพร้อมที่จะเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม แต่เด็กที่มีพื้นฐานครอบครัวไม่ดี ถูกทอดทิ้ง เช่น เด็ก ๆ ตามสถานสงเคราะห์ทั่วไป ก็มักจะมองโลกในแง่ร้าย ไม่มีความเป็นมิตร หวาดระแวงผู้อื่น อาจมีความรู้สึกอิจฉาริษยา เคียดแค้น ชิงชังผู้อื่น ซึ่งนับว่าเป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวทางสังคม
พฤติกรรมทางสังคมและลักษณะนิสัยทางสังคมของบุคคลแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป ใครที่รู้ตัวว่ามีลักษณะนิสัยที่ไม่ดีไม่เหมาะสม จึงต้องคอยกำชับดูแลและหาทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและนิสัยนั้น ๆ ให้ได้ เพราะถ้าขืนปล่อยไว้ให้ยาวนานต่อไปอาจจะกลายไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีลักษณะนิสัยทางสังคมที่ไม่ดี จนอาจสร้างปัญหาให้กับตนเองหรือสังคมในอนาคต
มีความเชื่อเบื้องต้นหลายประการเกี่ยวกับมนุษย์กับสังคมที่ถกเถียงกันมานานแล้ว ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อสรุปโดยสมบูรณ์ เช่น โดยสัญชาตญาณแล้วมนุษย์เป็นสัตว์สังคม จริงหรือ ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดากับบุตรเกิดจากสัญชาตญาณหรือการเรียนรู้กันแน่ มนุษย์เกิดมามีสัญชาตญาณเห็นแก่ตัวจริงหรือ เพื่อความเข้าใจชัดเจนในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความเชื่อเบื้องต้นและพฤติกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นพฤติกรรมทางสังคม จึงควรทำความเข้าใจแนวความคิดพื้นฐานที่อธิบายพฤติกรรมของมนุษย์กับสังคมที่น่าสนใจ คือ
1.ทฤษฎีมนุษย์กับสังคมของโธมัส ฮอบส์
โธมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes, 1588 - 1679) เป็นนักปรัชญาชาวอังกฤษ ได้เสนอทฤษฎีเพื่ออธิบายพฤติกรรมของมนุษย์กับสังคม โดยมีความเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อผลประโยชน์ของตนเองทั้งสิ้น การรวมตัวกันทางสังคม การสร้างกฎเกณฑ์และกฎหมายบ้านเมืองที่ควบคุมและชี้นำพฤติกรรมของคนในสังคมก็เพื่อตอบสนองความต้องการของแต่ละบุคคลทั้งสิ้น
หากจะถามฮอบส์ว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ทำไมมนุษย์จึงช่วยเหลือกันและกัน เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ฮอบส์ก็จะตอบว่าถ้าหากพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว การช่วยเหลือคนอื่นก็เป็นการช่วยเหลือตนเองทางอ้อม การช่วยเหลือคนอื่นเป็นเพียงการลงทุน เพื่อให้คนอื่นช่วยเหลือตนเอง ไม่โดยคนนี้ก็โดยคนอื่น ไม่ในโอกาสนี้ก็ในโอกาสต่อไป (สุจิต บุญบงการ 2521 : 33) ดังนั้น
แนวทัศนะของฮอบส์จึงจัดอยู่ในกลุ่มแนวความเชื่อว่า “มนุษย์มีความเห็นแก่ตัว”
2.ทฤษฎีมุ่งสัมพันธ์ (Theories of Affiliation)
ทฤษฎีนี้อธิบายให้เห็นว่าความสัมพันธ์หรือความผูกพันกันระหว่างบุคคลเป็นธรรมชาติทางสังคมอย่างหนึ่งของมนุษย์ ความสัมพันธ์ระหว่างมารดากับทารกเป็นจุดเริ่มต้นของพฤติกรรมมุ่งสัมพันธ์ของมนุษย์ แต่พฤติกรรมมุ่งสัมพันธ์ในวัยผู้ใหญ่มีองค์ประกอบที่ซับซ้อนมากกว่าในวันเด็ก นักจิตวิทยาบางคนได้อธิบายให้เห็นว่าพฤติกรรมมุ่งสัมพันธ์เป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของมนุษย์
วิลเลียม แมกดูแกล (William McDougall) เชื่อว่าการอยู่ร่วมกันและมีความสัมพันธ์กันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ เหมือนกับนกสร้างรัง ซึ่งพฤติกรรมนี้เป็นธรรมชาติเหมือนกับทารกดูดนมมารดา มิใช่ทำไปเพราะคำนึงถึงผลประโยชน์ มนุษย์เกิดมาพร้อมกับคุณลักษณะหลายประการซึ่งกำหนดโดยองค์ประกอบทางพันธุกรรม และเป็นที่เข้าใจว่าคุณลักษณะอย่างหนึ่งนั้นคือ แนวโน้มอยากมีเพื่อนหรืออยู่ร่วมกันเพื่อนมนุษย์ ถ้าหากแนวคิดนี้เป็นจริงเราก็พอจะคาดคะเนได้ว่าเด็กที่ถูกแยกไปเลี้ยงไว้ต่างหากโดยขาดการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม มีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมมุ่งสัมพันธ์ทันทีที่เด็กมีโอกาส โดยไม่จำเป็นว่า จะมีประสบการณ์ในการอยู่ร่วมกับคนอื่นมาก่อนหรือไม่
มีการทดลองของนักจิตวิทยาที่น่าสนใจเพื่อศึกษา อิทธิพลของการตอบสนองความต้องการ กับความอบอุ่นจากการสัมผัสของแม่ สิ่งไหนจะมีอิทธิพลต่อความรัก ความสัมพันธ์มากกว่ากัน ซึ่งฮาร์โลว์ (Harlow, 1958) ได้ทดลองโดยใช้ลูกลิงเป็นตัวทดลอง ฮาร์โลว์ได้สร้างแม่ลิงเทียม 2 ตัว ตัวหนึ่งทำด้วยโครงลวดแต่มีขวดให้นมแก่ลูกลิงได้ ส่วนแม่อีกตัวหนึ่งห่อหุ้มด้วยผ้าขนหนูให้ความอบอุ่นแก่ลูกลิงได้แต่ไม่มีนมให้ลูกลิง เขาปล่อยให้ลูกลิงอยู่กับแม่ทั้ง 2 ตัวในกรงเดียวกัน แล้วคอยสังเกตดูพฤติกรรมของลูกลิงว่าจะใช้เวลาคลุกคลีอยู่กับแม่ตัวไหนมากที่สุด โดยทฤษฎีการเรียนรู้แล้วน่าจะทำนายพฤติกรรมของลูกลิงได้ว่า ลูกลิงน่าจะคลุกคลีอยู่กับแม่ที่ทำด้วยลวดมากกว่า เพราะสามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐาน คือความหิวได้ เป็นการเรียนรู้โดยการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างแม่ที่ทำด้วยโครงลวดกับความพอใจจากการลดแรงขับพื้นฐาน แต่ผลจากการศึกษากลับปรากฎว่า ในช่วง 165 วัน ลูกลิงจะใช้เวลาส่วนมากคลุกคลีอยู่กับแม่ที่ทำด้วยผ้าขนหนูมากกว่า ลูกลิงจะใช้เวลาอยู่กับแม่โครงลวดเฉพาะเวลาดื่มนมเท่านั้น แม้ในเวลาที่ตกใจกลัวลูกลิงก็จะวิ่งไปกอดรัดแม่ที่ทำด้วยผ้าขนหนู นั่นแสดงว่าความต้องการสัมผัสน่าจะกระตุ้นการตอบสนองมุ่งสัมพันธ์ได้มากกว่าความต้องการลดความหิว แต่อย่างไรก็ตาม ผลการทดลองของ Harlow ก็ไม่ได้อธิบายว่าสำหรับมนุษย์แล้ว ความผูกพันธ์ทางสังคมเรียนรู้ได้อย่างไร การคลุกคลีกับแม่ที่ทำด้วยผ้าขนหนูของลูกลิง เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความผูกพัน หรือเป็นเพียงแรงขับที่ต้องการสัมผัสที่อบอุ่นก็ยังเป็นที่ถกเถียงวิจารณ์กันอยู่ จากการทดลองของฮาร์โลว์นั้น สิ่งที่ทุกคนควรตระหนักและให้ความสนใจก็คือ เราจะสร้างความผูกพันธ์หรือสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างไร จะทำอย่างไรจึงจะทำให้ผู้อื่นอยาก เข้าหา ใกล้ชิด หรือมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตัวเรา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุก ๆ คนควรเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดีให้กับตัวเอง ถ้าเราเป็นที่มีจิตใจที่ดีงาม มีความรัก ความปรารถนาดี เป็นกันเอง ยิ้มแย้มแจ่มใส มีความเป็นมิตร ก็ย่อมทำให้ผู้ที่พบเห็นอยากมีความใกล้ชิดผูกพันด้วย เพราะอยู่ใกล้แล้วสบายใจมีความสุข แต่ถ้าในทางตรงกันข้าม เราเป็นคนที่มีบุคลิกภาพที่ไม่ดี เคร่งเครียด พูดจาไม่เพราะ มองโลกในแง่ร้าย หวาดระแวง จับผิดคิดร้ายผู้อื่น ก็จะทำให้ไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วย
3.วัฒนธรรมกับพฤติกรรม
เนื่องจากว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม ดังนั้นพฤติกรรมของมนุษย์ย่อมมีสาเหตุมาจากสภาพแวดล้อมทางสังคม และพฤติกรรมของแต่ละคนในสังคมย่อมมีผลกระทบต่อบุคคลอื่นในสังคมด้วย การศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์จึงน่าจะต้องทำความเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน และองค์ประกอบทางสังคมที่เป็นตัวกำหนดขอบเขตของพฤติกรรมมนุษย์ในสังคม ก็คือวัฒนธรรมและกระบวนการสังคมประกิต
3.1วัฒนธรรม (Culture) คือ ผลิตผลที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ในสังคม ผลิตผลดังกล่าวอาจเป็นวัตถุสิ่งของ พฤติกรรม หรือแนวความคิดก็ได้ บางครั้งวัตถุสิ่งของ พฤติกรรมหรือแนวคิดเหล่านั้นอาจถูกเรียกรวม ๆ กันว่าระบบ ฉะนั้น วัฒนธรรม
ก็คือระบบในสังคมมนุษย์ที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ใช่ระบบที่เกิดขึ้นตามสัญชาตญาณ (สุจิต บุญบงการ 2521 : 74)
เมื่อมนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม ถ้าต่างคนต่างยึดถือระบบของตน ย่อมก่อให้เกิดความวุ่นวาย มนุษย์ที่อยู่ในสังคมเดียวกันจึงทำความตกลงกันว่าจะยึดระบบไหนดี พฤติกรรมใดบ้างที่ควรปฏิบัติและมีความหมายอย่างไร ข้อตกลงต่าง ๆ ดังกล่าวก็จะกลายเป็นแบบแผนแห่งพฤติกรรมและการแปลความหมายให้กับสิ่งต่าง ๆ ในสังคม เพื่อว่าคนในสังคมจะได้เข้าใจตรงกันและยึดระบบเดียวกัน ระบบที่ถูกกำหนดและยอมรับร่วมกันของแต่ละสังคมก็คือวัฒนธรรมของสังคมนั่นเอง
ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่จำเป็นของสังคมมนุษย์ เป็นสิ่งที่มีบทบาทต่อการปลูกฝังเจตคติ ค่านิยม ความเชื่อและความรู้ต่าง ๆ อันเป็นองค์ประกอบทางบุคลิกภาพ
ของบุคคล ดังจะเห็นได้จากคนไทยเราซึ่งจะมีค่านิยม ความเชื่อและบุคลิกภาพแตกต่างไปจากชาวตะวันตก เช่นค่านิยมในการเลี้ยงดูบุตร สังคมไทยมีค่านิยมเลี้ยงดูในลักษณะให้พึ่งพาบิดามารดาหรือสังคม เด็กจะต้องเชื่อฟังอยู่ในโอวาท เป็นคนว่านอนสอนง่าย แต่ในสังคมตะวันตกจะมีค่านิยมในลักษณะให้เด็กเป็นตัวของตัวเอง มีอิสระ พ่อแม่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวควบคุม ที่เป็นเช่นนี้เพราะระบบวัฒนธรรมของสังคมไทยแตกต่างไปจากลักษณะวัฒนธรรมของชาวตะวันตกนั่นเอง
ในชั้นเรียนครูผู้สอนอาจร่วมกับนักเรียนกำหนดระบบหรือกฎเกณฑ์บางประการขึ้นมาเพื่อเป็นสิ่งควบคุมพฤติกรรมของนักเรียนในชั้น ซึ่งอาจเป็นพฤติกรรมการเรียน เช่น การ
ทำการบ้าน การส่งแบบฝึกหัด การวัดผลประเมินผลการเรียน หรืออาจจะเป็นกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมวินัย และความประพฤติทั่วไปของนักเรียน รวมทั้งการแต่งกายต่าง ๆ ด้วย ข้อตกลงที่กำหนดขึ้นมา
ดังกล่าวนี้ถือเป็นเงื่อนไขของสังคมเสมือนหนึ่งวัฒนธรรมของกลุ่ม ซึ่งสมาชิกทุกคนต้องประพฤติ ปฎิบัติตาม การมีกฎเกณฑ์และวัฒนธรรมนี้เองทำให้มนุษย์มีความแตกต่างจากบรรดาสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย ทำให้รู้จักควบคุมพฤติกรรมของตน รู้ว่าควรแสดงพฤติกรรมใดในสถานการณ์เช่นใด พฤติกรรมชนิดใดสังคมไม่ยอมรับควรหลีกเลี่ยง
3.2 กระบวนการสังคมประกิต (Socialization) เป็นกระบวนการจัดการศึกษาอบรมให้กับคนที่จะมาเป็นสมาชิกใหม่ของสังคม เพื่อช่วยเตรียมให้สมาชิกใหม่นั้นสามารถมีชีวิตอยู่มีชีวิตอยู่ร่วมกับสังคมได้ ให้เรียนรู้แบบแผนความประพฤติ ความเชื่อ บรรทัดฐานของสังคม เช่น บิดามารดาสอนให้บุตรของตนเรียนรู้การกิน การอยู่ การพูด มารยาทและการปฏิบัติตนตาม
ขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคม การให้การศึกษาอบรมดังกล่าวนี้เรียกว่า “กระบวนการสังคมประกิต”
กระบวนการสังคมประกิตเป็นการศึกษาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาและตลอดช่วงชีวิตของบุคคล โดยผ่านสถาบันทางสังคมหลายสถาบันร่วมกัน ได้แก่ ครอบครัว สถาบันศาสนา สถานศึกษา และสื่อมวลชนต่าง ๆ ส่วนวิธีการศึกษาอบรมในสถาบันต่าง ๆ ก็จะแตกต่างกันไป มีการสอนให้เรียนรู้โดยตรง มีการควบคุมพฤติกรรมด้วยการทำโทษ การชี้ให้เห็นถึงความแตกต่าง หรือการเป็นตัวแบบเพื่อให้ประพฤติปฏิบัติตาม
ปัจจัยทางจิตวิทยา
นักจิตวิทยายอมรับกันว่า กระบวนการทำงานของจิต (Mental Process) นั้น อาศัย
หลักการหลาย ๆ อย่าง เช่น การเรียนรู้ (Learning) การรับรู้ (Perception) รวมทั้งความรู้สึก (Affection) การจูงใจ (Motivation) ฯลฯ ในการวิเคราะห์ธรรมชาติของมนุษย์ในเชิงจิตวิทยา ต้องมองให้ลึกลงไปถึงสิ่งที่เป็นต้นเหตุกระตุ้นกระบวนการทำงานของจิต แนวคิดทางจิตวิทยาที่กล่าวถึง
แรงผลักดันพฤติกรรมที่น่าสนใจมีอยู่หลายแนวคิด คือ
1.สัญชาตญาณมนุษย์ (Instinct)
คำว่า “สัญชาตญาณ” เป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายในวิชาจิตวิทยา แม้แต่ในชีวิต
ประจำวันก็นำเอาคำว่า สัญชาตญาณมาพูดกันอยู่เสมอ ๆ สัญชาตญาณ หมายถึง พฤติกรรมของมนุษย์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ซึ่งมีลักษณะเหมือน ๆ กันในมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม เกิดขึ้นเองเป็นเอง โดย
ไม่มีการฝึกฝนหรือเรียนรู้
วิลเลียม เจมส์ (William James) นักจิตวิทยายุคบุกเบิกคนสำคัญของสหรัฐอเมริกา
กล่าวว่ามนุษย์มีสัญชาตญาณต่าง ๆ กว่า 6,000 ชนิด พฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น การดูด การกิน การยิ้ม ความโกรธ การเดิน การเข้าสังคม ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เกิดจากสัญชาตญาณทั้งสิ้น ดังนั้น
ในระยะนั้นจึงนิยมนำเอา คำว่า สัญชาตญาณไปอธิบายพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น การร้องไห้
ครั้งแรกของเด็กเมื่อคลอดออกจากครรภ์มารดาก็เป็นเพราะสัญชาตญาณ การอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม
เป็นสังคม เป็นหมู่คณะก็เป็นเพราะสัญชาตญาณของมนุษย์
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนี้ความเชื่อตามทฤษฎีสัญชาตญาณได้เสื่อมความนิยมลงไป เพราะมีข้อเท็จจริงหลายอย่าง จากการศึกษาพบว่า พฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์เป็นเรื่องของ
การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นภายหลัง เป็นเรื่องอิทธิพลของสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งตรงกันข้ามกับข้ออ้างตามทฤษฎีสัญชาตญาณของวิลเลียม เจมส์
2.แรงผลักดันพฤติกรรมของมนุษย์
มีการถกเถียงกันมานานเกี่ยวกับเรื่องแรงผลักดันพฤติกรรมของมนุษย์ว่าเกิดจากอะไร เมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว มีแนวความคิดหนึ่งของนักปรัชญาที่เสนอว่า แรงผลักดันพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากสาเหตุสองประการ คือ ความต้องการที่จะเลี่ยงความทุกข์ และความต้องการแสวงหาความสุข ความเชื่อตามแนวความคิดนี้เรียกว่า “ลัทธิสุขนิยม” (Hedonism) ซึ่งลัทธินี้เป็นการเสนอความคิดในเชิงปรัชญาเท่านั้น
วิชาจิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่แยกออกมาจากปรัชญาในการศึกษาแรงผลักดันพฤติกรรมของมนุษย์ นักจิตวิทยาจึงมีแนวความคิดพื้นฐานคล้ายคลึงลัทธินิยมสุข โดยถือว่า แรงผลักดันพฤติกรรมมนุษย์เกิดจากความต้องการของมนุษย์ และได้มีการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจว่ามนุษย์
มีความต้องการอะไรบ้าง ในขั้นต้นก็แบ่งความต้องการออกเป็น 2 ประเภท คือ ความต้องการ
ทางร่างกาย และความต้องการทางจิตใจ ความต้องการทางร่างกายทำให้เกิดแรงกระตุ้นทางร่างกาย ได้แก่ ความหิว ความกระหาย ความต้องการขับถ่าย ความต้องการทางเพศ ส่วนความต้องการ
ทางจิตใจที่กระตุ้นผลักดันพฤติกรรมมีมากมาย เช่น ความรัก ความกลัว ความสำเร็จ ความก้าวร้าว ความอยากรู้อยากเห็น ความมีเกียรติ ฯลฯ
มีแนวคิดที่น่าสนใจซึ่งพูดถึงแรงผลักดันพฤติกรรมของมนุษย์ 2 แนวคิด คือ
2.1แนวคิดของซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ปรมาจารย์ทางจิตวิทยาท่านหนึ่งได้เสนอแนวความคิดว่า พฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากแรงผลักดันทางจิต ซึ่งอยู่ในรูปของพลังงานที่คอยกระตุ้นหรือผลักดันให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ ซึ่งเรียกว่า สัญชาตญาณการดำรงชีวิต ส่วนอีกขั้วหนึ่งเป็นพลังที่ผลักดันเพื่อให้ชีวิตดับไป ซึ่งเป็นสัญชาตญาณความตาย และพลังต่าง ๆ จะถูกกระตุ้นจากโครงสร้างของจิต 3 โครงสร้าง คือ อิด (Id) อีโก้ (Ego) และซูเปอร์อีโก้ (Super ego)
พลังกระตุ้นพฤติกรรมตามโครงสร้างทั้ง 3 นั้น เกิดจากธรรมชาติมูลฐาน 2 ประการ คือ แรงกระต้นทางกามารมณ์ (Sex drive) และความก้าวร้าว (Aggressive) แรงผลักดันดังกล่าวจะมีพลังดุจเดียวกับ
พลังการไหลของน้ำ หากปิดกั้นทางหนึ่งก็จะไหลไปสู่อีกทางหนึ่ง เช่น แรงผลักดันทางเพศ ถ้าไม่ได้รับการตอบสนอง เพราะมีการควบคุมไว้ ก็อาจแสดงออกเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบน เช่น การฝัน
การจินตนาการ ซึ่งถือเป็นกลไกการปรับตัวเพื่อลดความตึงเครียด
ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าธรรมชาติของมนุษย์ตามทัศนะของฟรอยด์นั้น มนุษย์
เห็นแก่ตัว มนุษย์ก้าวร้าว พฤติกรรมของมนุษย์อยู่ภายใต้อำนาจแรงผลักดันที่มนุษย์ไม่รู้ตัวและ
ไม่มีเหตุผล
2.2แนวคิดของนักจิตวิทยาแนวมนุษย์นิยม (Humanist) แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมของกลุ่มมนุษย์นิยมเชื่อว่า มนุษย์ไม่ใช่ทาสของกามารมณ์ ความหิว ความกระหาย แต่มนุษย์เกิดมาพร้อมกับศักยภาพของความเป็นมนุษย์มีความอยากรู้ มีความคิดสร้างสรรค์ และต้องการที่จะพัฒนาตนเอง มาสโลว์ (Abraham Maslow) ได้ชื่อว่าเป็นผู้พัฒนาแนวความคิดนี้ มาสโลว์เสนอแนวคิดว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมกับความต้องการ 5 ประการ ซึ่งจะค่อย ๆ พัฒนาขึ้นจากความต้องการขั้นพื้นฐานไปสู่ความต้องการในระดับสูงขึ้นไป ตามสภาพของการได้รับการตอบสนอง ความต้องการดังกล่าวจัดเรียงลำดับ ดังนี้
1)ความต้องการทางสรีระ (Physiological Needs) ซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐาน
ของมนุษย์ได้แก่ ความต้องการตอบสนองความหิว ความกระหาย การขับถ่าย ฯลฯ
2)ความต้องการสวัสดิภาพ (Safety Needs) ได้แก่ ความต้องการความปลอดภัย เป็นความต้องการที่พัฒนาขึ้นมาเมื่อความต้องการทางสรีระได้รับการตอบสนองแล้ว
3)ความต้องการความรัก (Loving Needs or Belonging Needs) เป็นความต้องการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม บางครั้งความต้องการนี้เรียกว่า ความต้องการทางสังคม (Social Needs)
4)ความต้องการเกียรติยศชื่อเสียง (Esteem Needs) ต้องการความภูมิใจในตัวเองด้วยการได้รับการยกย่องชมเชย มีเกียรติยศชื่อเสียง
5)ความต้องการตระหนักถึงความเป็นจริงแห่งตน (Self - Actualization Needs) เป็นความต้องการที่อยากจะให้ความปรารถนาสูงสุดในชีวิตของตนเองสมหวัง เพื่อความสุขสมบูรณ์แห่งชีวิต ซึ่งความต้องการระดับนี้ถือเป็นความต้องการสูงสุดของมนุษย์เรา แต่ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นหรือได้รับการตอบสนองย่อมขึ้นอยู่กับศักยภาพหรือความสามารถของแต่ละบุคคล
เมื่อพิจารณาแนวคิดตามทฤษฎีของมาสโลว์แล้ว จะเห็นได้ว่าความต้องการคือพลังผลักดันให้มนุษย์ต่อสู้ดิ้นรนพัฒนาตนเอง มนุษย์จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อบำบัดความต้องการตามลำดับขั้น ซึ่งแต่ละคนจะมีระดับความต้องการมากน้อยไม่เท่ากัน จึงมีผลทำให้ลักษณะการแสดงพฤติกรรมแตกต่างกันไป
2.3แรงผลักดันพฤติกรรมตามแนวพุทธศาสตร์ ตามแนวทางพุทธศาสนานั้น
กล่าวว่า แรงผลักดันพฤติกรรมของมนุษย์ คือ “ความอยาก” ที่พระพุทธองค์เรียกว่า “ตัณหา” ซึ่งมีอยู่ 3 จำพวก คือ
1)กามตัณหา คือความอยากในสิ่งที่น่าใคร่ น่าปรารถนาเกี่ยวกับ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส
2)ภวตัณหา คือความอยากเป็น อยากมี เช่น อยากเป็นเศรษฐี อยากมีเงินล้าน อยากเป็นดาราภาพยนตร์ อยากเป็นคนที่มีชื่อเสียง
3)วิภวตัณหา คือความไม่อยากเป็น ไม่อยากมี ไม่อยากเป็นอยากโน้น ไม่อยากเป็นอย่างนี้ อยากหลีกหนีให้พ้นจากสิ่งที่ตนเองไม่ต้องการ ไม่พึงปรารถนา
ตัณหาทั้ง 3 ประเภทนี้มีอยู่ในตัวบุคคลที่เป็นปุถุชนธรรมดาทุกผู้ทุกนาม จึงทำให้เกิดอุปทานคือการยึดมั่นถือมั่น แล้วผลักดันให้แสดงพฤติกรรมหรือการกระทำต่าง ๆ เช่น อยากเป็นเศรษฐี ทำให้ยึดมั่นในความคิดเกี่ยวกับความสุขสบายของเศรษฐี จึงมีพฤติกรรมขยันขันแข็งในการทำมาหากิน หรือโกงกินคอรัปชั่นเพื่อจะได้เป็นเศรษฐี ตัณหาในทางพุทธศาสนานี้เป็นความต้องการทางจิต และความต้องการทางจิตนี้สามารถผลักดันพฤติกรรมมนุษย์ แนวคิดนี้จึงสอดคล้องกับแนวคิดทางจิตวิทยา แต่จะมีความแตกต่างกันตรงที่ แนวทางพระพุทธศาสนานั้นเชื่อว่ามนุษย์สามารถหลุดพ้นจากแรงผลักดันของตัณหาทั้งหลายได้ ด้วยการฝึกอบรมจิตใจให้ประพฤติดีงามอยู่ในศีล การฝึกอบรมจิตจะทำให้จิตแจ่มใสปัญญาแก่กล้า หลุดพ้นจากอวิชา ตัณหาทั้งหลายก็จะหมดไปเอง
จากปัจจัยพื้นฐานทางจิตวิทยาที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัญชาตญาณก็ดี และเรื่องแรงผลักดันพฤติกรรมตามแนวคิดต่าง ๆ ก็ดี ต่างก็จะพยายามอธิบายเพื่อชี้ชัดว่า พฤติกรรมของมนุษย์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร มีอะไรเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของพฤติกรรมบ้าง
ปัจจัยทางจริยธรรมและการเรียนรู้
มอริส บิกกี (Morris Bigge 1976) ได้กล่าวถึงธรรมชาติของมนุษย์โดยคำนึงถึงในแง่ของจริยธรรม (Moral) และการกระทำ (Action) ควบคู่กัน ซึ่งธรรมชาติทางจริยธรรมและการกระทำของมนุษย์จะมีความสัมพันธ์กันและมีความเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ Bigge ได้จำแนกธรรมชาติ
ทางจริยธรรมและการกระทำไว้ ดังนี้ (Bigge. 1976 : 17-18)
ธรรมชาติพื้นฐานทางจริยธรรม ธรรมชาติพื้นฐานทางการกระทำ
(Basic Moral Nature) (Basic Action Nature)
Bad (เลว) Active (เป็นผู้กระทำ)
Good (ดี) Passive (เป็นผู้รับการกระทำ)
พื้นฐานทางจริยธรรมแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ
1. มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความไม่ดี (innately bad)
2. มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความดี (innately good)
3. มนุษย์เกิดมามีลักษณะกลาง ๆ ไม่ดีไม่เลว (innately neutral neither good nor bad)

พื้นฐานทางการกระทำของมนุษย์ แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ
1. Active
2. Passive
3. Interactive

1. ลักษณะ Active นักจิตวิทยามีความเห็นว่า การกระทำต่าง ๆ ของมนุษย์ธรรมชาติภายในอินทรีย์เป็นตัวกระตุ้น ถ้าในแง่ของการเรียนรู้ เด็กจะต้องมีความต้องการที่จะเรียนรู้ สำรวจ
สิ่งต่าง ๆ เอง โดยแรงกระตุ้นภายในจะผลักดันอินทรีย์ให้แสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมา
2. ลักษณะ Passive อธิบายว่ามนุษย์เป็นผลผลิตของสิ่งแวดล้อมการกระทำต่าง ๆ ของมนุษย์ถูกกำหนดโดยเงื่อนไขของสิ่งแวดล้อม พฤติกรรมทั้งหลายจึงเกิดจากอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมมิใช่จากแรงผลักดันภายในแต่อย่างใด
3. ลักษณะ Interactive ลักษณะนี้อธิบายธรรมชาติของพฤติกรรมมนุษย์ว่า
เป็นปฏิกิริยาโต้ตอบระหว่างความต้องการภายในตัวบุคคลและสภาพแวดล้อม การแสดงพฤติกรรมของมนุษย์ได้รับอิทธิพลจากทั้งความต้องการภายในตัวบุคคลและสภาพแวดล้อมประกอบกัน
จากธรรมชาติพื้นฐานทางจริยธรรมและการกระทำ เมื่อนำมาพิจารณาร่วมกันในแง่
ของการเรียนรู้ จะได้ลักษณะพฤติกรรมการเรียนรู้ 5 ลักษณะคือ
ลักษณะที่1 Bad - active โดยธรรมชาติเด็กเกิดมาพร้อมกับความไม่ดี ถ้าปล่อยไว้
ตามลำพังความไม่ดีก็จะปรากฎออกมา จึงจำเป็นต้องจัดการศึกษาอบรมให้เด็กได้เรียนรู้ เพื่อช่วยให้เด็กเป็นคนดี อาจใช้การลงโทษเฆี่ยนตีประกอบด้วย เพื่อควบคุมความไม่ดีเอาไว้
ลักษณะที่ 2 Good - active โดยธรรมชาติเด็กเกิดมาพร้อมกับความดีทุกสิ่งทุกอย่าง
ที่เกี่ยวข้องกับเด็กจะดีหมด จึงไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวจัดการศึกษาอบรมแต่อย่างไรปล่อยให้เด็กมีอิสระภาพตามธรรมชาติของเด็ก
ลักษณะที่ 3 Neutral - active โดยธรรมชาติของเด็กแล้วไม่มีความดีและความเลว แต่เด็กพร้อมที่จะกระทำสิ่งต่าง ๆ ตามความต้องการ หน้าที่ของครูจึงเป็นเพียงคอยอบรมให้เด็กได้เรียนรู้ให้ดีที่สุด
ลักษณะที่ 4 Neutral - passive กลุ่มนี้มีความเห็นว่าเด็กเกิดมาพร้อมกับความกลาง ๆ ไม่ดีไม่เลว แต่พร้อมที่จะเรียนรู้รับการฝึกอบรมสั่งสอนถ้าจัดประสบการณ์ต่าง ๆ ให้ ถือว่า
สิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของบุคคล การจัดการเรียนการสอนจึงเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของครูโดยตรงที่จะต้องช่วยเหลือแนะนำ
ลักษณะที่ 5 Neutral - interactive กลุ่มนี้มีความเห็นว่า ธรรมชาติของเด็กไม่มีทั้งความดีและความเลว แต่การกระทำต่าง ๆ ได้รับอิทธิพลมาจากทั้งความต้องการของอินทรีย์เองและจากสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนครูต้องให้โอกาสเด็กได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง โดยครูคอยแนะนำช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา และคอยจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมให้เด็ก
บทสรุป
การศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์จำเป็นต้องทำความเข้าใจกับปัจจัยพื้นฐานบางประการ
ที่มีส่วนในการกำหนดพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ประกอบด้วย ซึ่งได้แก่ ปัจจัยพื้นฐานทางชีววิทยา สภาพองค์ประกอบทางชีววิทยาที่เป็นพื้นฐานของพฤติกรรมประกอบด้วยโครงสร้าง 3 โครงสร้างคือ ส่วนที่หนึ่งเป็นกลไกซึ่งทำหน้าที่รับสัมผัสได้แก่ ประสาทสัมผัสทั้งหมด ส่วนที่สองกลไก
ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อ กลไกส่วนนี้จะทำหน้าที่ส่งต่อกระแสสัมผัสจากประสาทสัมผัสเพื่อนำกระแสสัมผัสไปยังสมองซึ่งเป็นประสาทสัมผัสส่วนกลางเพื่อวินิจฉัยสั่งการ กลไกส่วนที่สองนี้มี 3 ระบบ คือ ระบบประสาทส่วนกลางคือสมองและไขสันหลัง ระบบประสาทส่วนนอกได้แก่ ใยประสาท เซลล์ประสาท และระบบประสาทอัตโนมัติ กลไกส่วนที่สามคือ กลไกที่ทำหน้าที่ตอบโต้หรือแสดงพฤติกรรมตอบสนองต่อสิ่งเร้า เป็นกลไกส่วนที่ปฏิบัติตามคำสั่งของกลไกเชื่อมต่อ ซึ่งมี 2 ระบบคือ ระบบกล้ามเนื้อ ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อลาย กล้ามเนื้อเรียบและกล้ามเนื้อหัวใจ ระบบที่สองคือ ระบบต่อมไม่มีท่อ ซึ่งเป็นระบบที่สร้างฮอร์โมนเพื่อควบคุมสภาวะความสมดุลของร่างกาย
ปัจจัยทางสังคมวิทยาเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีส่วนกำหนดควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคมต้องอยู่ร่วมกับคนอื่นและติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่นในสังคมตลอดเวลาตั้งแต่ในครอบครัวแล้วขยายออกสู่สังคม มีแนวคิดที่พูดถึงพฤติกรรมมนุษย์กับสังคมอยู่หลาย
แนวคิดทฤษฎีมนุษย์กับสังคมของ โธมัส ฮอบส์ ที่อธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ว่า พฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของตนเองทั้งสิ้น ส่วนทฤษฎีมุ่งสัมพันธ์อธิบายว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในสังคมเป็นธรรมชาติทางสังคมอย่างหนึ่งของมนุษย์ นอกจากนี้แล้วโครงสร้าง
ทางสังคมอื่น ๆ เช่น วัฒนธรรมประเพณี กระบวนสังคมประกิตและปทัสถานทางสังคมล้วน
แล้วแต่เป็นพื้นฐานทางสังคมที่มีอิทธิพลเหนือพฤติกรรมมนุษย์
ปัจจัยทางจิตวิทยากับพฤติกรรมมนุษย์จะให้ความสนใจเรื่องแรงผลักดันพฤติกรรมซึ่งมีแนวคิดน่าสนใจ 2 แนวคิด คือ แนวคิดแรกเชื่อว่าพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์เป็นเรื่องของสัญชาตญาณซึ่งเป็นแนวคิดของ วิลเลียม เจมส์ ส่วนอีกแนวคิดหนึ่งเชื่อว่า ความต้องการของร่างกายเป็นแรงกระตุ้นที่ผลักดันให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ส่วนตามแนวพุทธศาสตร์เชื่อว่ากิเลศและตัณหาคือสิ่งกระตุ้นพฤติกรรมมนุษย์
ธรรมชาติทางจริยธรรมและการเรียนรู้ ได้พยายามอธิบายพื้นฐานของมนุษย์ในแง่จริยธรรมเป็น 3 ลักษณะ คือ ลักษณะที่หนึ่ง มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความดีติดตัวมาตั้งแต่เกิด ลักษณะที่สอง มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความเลวดังนั้นจึงต้องสั่งสอนอบรม ลักษณะที่สามมนุษย์
เกิดมามีลักษณะกลาง ๆ ไม่ดีและไม่เลว ส่วนในเรื่องของการกระทำทั้งหลายก็มีความเชื่อพื้นฐาน
3 ลักษณะเช่นเดียวกันคือ ลักษณะที่หนึ่ง เชื่อว่าพฤติกรรมทั้งหลายเกิดจากแรงกระตุ้นผลักดัน
ของอินทรีย์เอง ลักษณะที่สอง เชื่อว่าพฤติกรรมทั้งมวลเป็นผลมาจากอิทธิพลต่าง ๆ ของสิ่งแวดล้อม ลักษณะที่สาม มองว่าพฤติกรรมเป็นผลร่วมของการตอบโต้ระหว่างอินทรีย์และสิ่งแวดล้อม

24 พฤศจิกายน 2552

บทความแนะนำสำหรับนักศึกษา

เนื่องจากผมได้อ่านบทความในอินเทอร์เน็ต
ท่าน ว.วชิรเมธี ได้นำเสนอบทความที่น่าสนใจใว้ในนิตยสาร Livingetc ฉบับภาษาไทย ประจำเดือนตุลาคม 2552 ที่นำเสนอใน http://th.msn.com/default.aspx?froo=www
ชื่อ "หากหัวใจคล้ายห้องว่าง" เป็นบทความที่อ่านแล้วจะทำให้หลุดจากทุกข์ที่กำลังเป็นอยู่ก็ได้ นักศึกษาอ่านและนำมาอภิปรายร่วมกันในการเรียนสัปดาห์ที่ 5

อ่านบทความ "หากหัวใจคล้ายห้องว่าง" ได้ที่ http://lifestyle.th.msn.com/home/inspire/article.aspx?cp-documentid=3704791

การร่วมกิจกรรมในชั้นเรียน

เนื่องจากการเรียนการสอนแต่ละครั้งจะมีกิจกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียน ตามที่ได้ตกลงร่วมกันในการปฐมนิเทศ
จึงขอความร่วมมือให้ นักศึกษาอ่านหนังสือประกอบการสอนในบทต่างๆ ทำความเข้าใจก่อนเข้าเรียน

จากการเรียน 3 ครั้งที่ผ่านมา ผู้สอนขอชมเชยนักศึกษาทุกๆ ท่านที่สร้างการเรียนรู้ในห้องเรียน และเป็นผู้ร่วมเรียนรู้ที่ดี

อาจารย์ขอให้ข้อคิดสำหรับการเรียนในวิชานี้ คือ

อย่าลบผู้อื่น แต่ให้บวกตัวเอง

10 พฤศจิกายน 2552

งานที่ 1 บันทึกประจำวัน (รายบุคคล)



เพื่อการพัฒนาตนเอง และเตรียมแผนการพัฒนาตนเอง ให้ผู้เรียนเขียนบันทึกประจำวัน ที่มีโครงร่าง ดังนี้

1.ชื่อ สกุล
2.รหัสนักศึกษา
3.วัน เดือน ปี (ที่เขียน)
4. เหตุการณ์ที่ประทับใจ หรือสะดุดใจ (ในแต่ละวันหรือสัปดาห์)
4.1 การกระทำของเราที่มีต่อเหตุการณ์ประทับใจนั้น
4.2 ความรู้สึกของตนเองต่อเหตุการณ์ประทับใจนั้น

5. ความรู้สึกที่มีต่อตนเอง และความเห็นที่มีต่อตนเอง (มุมมองที่มีต่อตนเองในวันนั้น)
5.1
ความรู้สึกดีที่มีต่อตนเอง หรือสิ่งดีๆ ที่มีต่อตนเอง
5.2 ความรู้สึกหรือการกระทำ
ที่เห็นว่าต้องแก้ไข หรือต้องการพัฒนาตนเอง
สรุป (ได้อะไรจากการบันทึกครั้งนี้ หรือเขียนโดยอิสระบรรยายสิ่งที่ต้องการเขียน)

30 ตุลาคม 2552

บทที่ 1 ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์

บทที่ 1
ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์
ในการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ให้มีความเข้าใจจะต้องทราบถึงความเป็นมนุษย์ว่าประกอบด้วยสิ่งใดบ้างมีแนวคิดทั้งทังด้านจิตวิทยาและปรัชญาที่มีความแตกต่างกัน และ ไปสู่การศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ในลักษณะต่าง ๆ กันตามความเชื่อของแต่ละกลุ่มและพยายามที่จะนำเสนอว่าวิธีการ และความจริงดังกล่าวของตนสามารถเชื่อถือได้สามารถนำความก้าวหน้า ในการอธิบายพฤติกรรมมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ผู้ศึกษาจากตอนนี้จะมีความเข้าใจความเป็นมนุษย์ แนวคิดในการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ที่เป็นระบบตามแนวทางวิธีการทางวิทยาศาสตร์
องค์ประกอบของความเป็นมนุษย์
มีแนวคิดหลายประการเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์และโต้แย้งกันอยู่เสมอในเรื่องขององค์ประกอบของความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแนวคิดในการอธิบาย เกณฑ์การแบ่ง ดังนี้ (ชัยพร วิชชาวุธ ,2525 ; 2-4 ธีระ อาชีวเมธี , 2521 :20-27)
แนวคิดทวินิยม (Dualism) :มนุษย์ประกอบด้วยกายและจิต
แนวคิดนี้มีความเชื่อว่า มนุษย์ประกอบด้วยกาย (Body ) และจิต (Mind) แยกออก จากกัน ส่วนลักษณะของความสัมพันธ์ได้แยกออกเป็น 3 แนวคิดย่อคือ
1.ลัทธิปฏิสัมพันธ์ ( Interactionism) เชื่อว่ามนุษย์ประกอบด้วยกายและจิตเป็นของสอง สิ่งและต่างมีความสัมพันธ์กัน จิตมีอิทธิพลต่อกายและกายก็มีอิทธิพลต่อจิต ดังนั้นตามแนวคิด นี้จะมีเหตุการณ์สองอย่างคือสภาพทางกาย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนเช่นการเดิน การวาดรูป อีกสิ่งหนึ่งคือสภาพทางจิต ไม่สามารถสังเกตได้ชัดเจนและรู้ได้โดย ทั่วไปนอกจากเจ้าตัวเท่านั้น เช่นรู้สึกว่าสวย ไพเราะ ร้อน หนาว เจ็บ ความจำ ความคิด เรารู้สึก หิว (สภาพทางจิต) จึงไปหาร้านค้า (สภาพทางกาย) รับประทานอาหาร (สภาพทางกาย) รู้สึกอิ่ม (สภาพทางจิต) อันเป็นลักษณะที่มีความสัมพันธ์กัน เพลโต (อ้างจากวิทย์ วิศทเวทย์ , 2531 : 56) ถือว่าจิตเป็นผู้ใช้กายให้ดำเนินไปตามเจตจำนงของจิต ร่างกายเป็นผู้ถูกใช้ จิตเป็นผู้ใช้ดัง นั้นจิตและกายจึงเป็นสิ่งสองสิ่ง
การอธิบายว่ามนุษย์ประกอบด้วยกายและจิตนี้สอดคล้องกับสามัญสำนึกของบุคคล โดยทั่วไปเช่น ถ้าทำงานมาก ( เหตุการณ์ทางกายภาพ ) ทำให้รู้สึกเหนื่อย ( เหตุการณ์ทางจิต ) อยู่ห่างไกลคนที่เรารักทำให้เกิดความคิดถึง ทางศาสนาถือว่าจิตมีความสำคัญกว่ากาย จิตเป็น ตัวกำหนดพฤติกรรม การพัฒนามนุษย์ต้องพัฒนาจิตใจเป็นอันดับแรกแล้วพฤติกรรมจะตามมา

อย่างไรก็ตามมีปัญหาในการอธิบายว่าจิตกับกายทำงานสัมพันธ์กันอย่างไร ไม่ทราบว่าจิตอยู่ที่ ไหน เพราะไม่มีตัวตน จุดที่มากระทบกันอยู่ที่ไหนแม้ว่า Rene Descartes (1596- 1650) นัก ปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ได้อธิบายตามแนวคิดนี้ว่า จุดที่กายกับจิตกระทบกันนั้น น่าจะอยู่ที่ต่อมไพเนียล ( Pineal gland) ในสมอง แต่ก็ไม่มีข้อพิสูจน์ที่ยืนยันได้
1.2 ลัทธิคู่ขนาน (Psycho- physical parallelism) แนวคิดนี้เชื่อว่าจิตกับกายเป็นสิ่งสอง สิ่งและไม่มีความสัมพันธ์กัน เป็นอิสระต่อกันแต่จะเป็นปรากฏการณ์ร่วมกันไป เช่นมีดบาด เลือดไหลและเกิดกระแสประสาทส่งไปที่สมอง สภาพทางจิตก็จะเกิดความเจ็บปวด การอธิบาย นี้อาจไม่สอดคล้องกับสามัญสำนึกแต่เป็นไปได้ตามหลักเหตุผล
1.3 ลัทธิผลพลอยได้ (Epiphenomenalism) แนวคิดนี้เชื่อว่ามนุษย์ประกอบด้วยการและ จิต จิตไม่มีอิทธิพลต่อกาย แต่กายมีอิทธิพลต่อจิต จิตเป็นผลกระทบจากระบบการทำงานของร่างกายโดยเฉพาะสมอง จิตไม่ใช่ตัวบงการร่างกาย
แนวคิดเอกนิยม (Monism ) : กายและจิตเป็นสิ่งเดียวกัน
นักปรัชญาที่มีความคิดนี้ได้แก่เจซี สมารท์ ( JC.Smart) เฮอร์เบิร์ตไฟเกิล(Herbert Feigl)
แนวคิดนี้เชื่อว่าจิตและกายเป็นสิ่งเดียวกันคือกาย ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ เป็นกระบวนการทางสมอง ระบบประสาทต่างๆ อันเป็นกระบวนการทางกาย เป็นความพยายามที่จะศึกษาความรู้สึกต่างๆ ออกมาในรูปของการทำงานของเซลสมอง
Thomas Hobbes (1588-1679) เชื่อว่ากิจกรรมทางจิตทั้งปวง อาทิ ความรู้สึก การรับรู้ การคิดและอารมณ์สามารถอธิบายในรูปของกิจกรรมทางสมองได้ทั้งหมด (อ้างจาก Shaver ,1993:6) ถ้าหากวิทยาการและเทคโนโลยีมีความก้าวหน้า โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ เคมี ชีวะ การค้นคว้าและการค้นพบปรากฏการณ์ทางจิตโดยอธิบายว่าเป็นการ ทำงานของระบบกลไกอวัยวะของมนุษย์เป็นการเปลี่ยนแปลงทางชีวะเคมีและแน่นอนว่า ปัจจุบัน แนวคิดนี้จะได้รับการยอมรับมากขึ้น
มนุษย์ตามหลักพุทธศาสนา
มนุษย์ประกอบด้วยกาย( รูปขันธ์ )และจิต (นามขันธ์) เหมือนกับแนวคิดทวินิยมดัง กล่าวแล้ว แต่อธิบายว่ามนุษย์ประกอบด้วยขันธ์ห้าได้แก่ (วไลพร ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม ,2527: 44-51)
1.รูป ได้แก่สภาพทางกาย จับต้องได้ มองเห็นได้อย่างชัดเจน
2. เวทนาคือความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดจากการทำงานของรูป โดยผ่านอวัยวะรับสัมผัสทั้งห้า ความรู้สึกนี้แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ สุขเวทนา ทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนา (ความไม่รู้สึกว่าทุกข์หรือสุข)
3. สัญญา คืออาการจำได้หมายรู้ เกิดจากการทำงานของอวัยวะรับสัมผัสแล้วประทับอยู่ ในความทรงจำ เช่นจำรูปได้ จำเสียง จำเลขที่บ้านได้
4. สังขารคือความคิด เป็นส่วนของความคิดที่ปรุงแต่งขึ้นมาจากรูปขันธ์ มาประกอบกันเป็นมโนกรรมแบ่งเป็นการคิดกุศล การคิดอกุศล และการคิดตามปกติวิสัยในเรื่องทั่วไป
5. วิญญานคือความรู้ ในอารมณ์ที่มากระทบอวัยวะรับความรู้สึก
แนวคิดว่ามนุษย์ประกอบด้วยกายและจิตว่าเป็นหนึ่งอย่างหรือสองอย่างยังคงถกเถียง กันตลอดมาจนถึงปัจจุบัน นักจิตวิทยาก็ยังคงศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ทั้งสองอย่าง โดยศึกษาทั้ง พฤติกรรมภายนอก ( กาย) และพฤติกรรมภายใน(จิต)
จิตและกระบวนการทำงานของจิต
Descartes ( อ้างจาก Shaver,1993 ;5 0 กล่าวว่าจิตพื้นฐานของมนุษย์มีสองหน้าที่ คือ
1. ความเข้าใจ Understanding ซึ่งเป็นผลของกระบวนการคิดหาเหตุผล
2. ความตั้งใจ Will เป็นการควบคุมจิตให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรม ซึ่งต้องประสานงานกันระหว่างจิตกับกระบวนการทางกาย เช่น กล้ามเนื้อ
วิทย์ วิศทเวทย์ (2531; 59-60) กล่าวว่าจิตแบ่งออกเป็น 3 ภาคได้แก่
1. ภาคตัณหา ได้แก่ความต้องการความปรารถนาความสุขทางกายไม่รู้จักความงาม ความดีขอให้บรรลุความต้องการ
2. ภาคน้ำใจเป็นความรู้สึกทางใจโดยมิได้มีสาเหตุจากวัตถุ เช่น ความกล้าหาญ ความเสียสละ
3. ภาคปัญญา เป็นความมีเหตุผล
Wilhelm Wundt นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันได้แบ่งจิตออกเป็น 3 ประเภทได้แก่
1.การรู้สึกสัมผัส (Sensation)ได้แก่ การรับรู้
2.ความรู้สึก (Feeling) เป็นการแปลความจากการสัมผัส
3.จินตนาการ (Imagination) ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ การจินตนาการ ความเครียด ความตื่นเต้น ความสุข
จิตเป็นความรู้สึกตัว อารมณ์ การคิด นับเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจจิตของบุคคลนอกจาก เจ้าตัวเองและในบางครั้งตัวเองก็อาจสับสน ไม่สามารถอธิบาย ได้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมจึงเกิด
กระบวนการทำงานของจิต
การทำงานของจิตจะเป็นกระบวนการต่อเนื่องตั้งแต่ได้รับสิ่งเร้าจนถึงการเกิดการรับรู้ ความเข้าใจ การคิดหาเหตุผล การจำ จินตนาการ อาจเขียนกระบวนการทำงานของจิต ดังนี้

การรับรู้
สิ่งเร้า ประสาทสัมผัส ระบบประสาทในสมอง การคิด ปฏิกริยาโต้ตอบ
อารมณ์

1.สิ่งเร้า เป็นสิ่งที่สามารถรับได้ด้วยอวัยวะรับสัมผัสได้แก่ หู ตา จมูก ลิ้นและผิวหนัง เช่นเสียงเพลง รูปภาพ เหตุการณ์
2.ประสาทสัมผัส เป็นสื่อกลางที่จะเปลี่ยนการรับสัมผัสที่อวัยวะแต่ละส่วนให้เป็น กระแสประสาท เช่น กระแสประสาทการเห็น การได้ยิน การรับรส ส่งไปยังประสาทส่วนกลาง ต่อไป
3.ระบบประสาทในสมอง ส่วนนี้เป็นกระบวนการทำงานของสมอง ซึ่งแบ่งออกเป็น ส่วนๆและทำหน้าที่แตกต่างกันและสามารถเกี่ยวพันทำหน้าที่ตั้งแต่การแปลความแล้วทำให้เกิดความรู้สึก เป็นเบื้องต้นก่อนที่จะนำไปสู่การจำ การคิด อารมณ์
4. การเกิดความคิด ความรู้สึก อารมณ์ การรับรู้ ซึ่งต้องใช้ประสบการณ์เดิมมาช่วยใน การแปลความ ตีค่า ฯลฯ
5.การแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบ เป็นผลจากการคิดโดยสั่งผ่านกระแสประสาทเพื่อให้ อวัยวะต่างๆทำงานเช่น กล้ามเนื้อ ต่อมและระบบต่างๆ
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการทางจิต
1.อวัยวะรับสัมผัส
2.สิ่งเร้าภายนอก
3.ระบบประสาทต่างๆ
4.ประสบการณ์เดิม ค่านิยม ทัศนคติ
5.ความตั้งใจใส่ใจในการรับรู้
6.การเรียนรู้และความสามารถในการเรียนรู้ และความสามารถในประสิทธิภาพการคิด
พฤติกรรมมนุษย์
พฤติกรรม( Behavior) หมายถึง การกระทำหรือกิจกรรมของมนุษย์ที่สามารถสังเกตได้ โดยตรงหรือใช้เครื่องมือวัดได้หรือสังเกตุได้โดยทางอ้อม เช่น การร้องเพลง การเคลื่อนไหว การ จำ การคิด การแก้ปัญหา ดังนั้นจึงแบ่งพฤติกรรมออกเป็น 2 ประเภทได้แก่
1.พฤติกรรมภายนอก ( Overt Behavior) เป็นพฤติกรรมที่สังเกตได้โดยตรงหรือใช้ เครื่องมือวัด แบ่งออกเป็น 2 พวกคือ
1.1พฤติกรรมโมลาร์ (Molar Behavior) เป็นพฤติกรรมที่สังเกตได้โดยตรง สามารถ สัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5
1.2 พฤติกรรมโมเลกุล (Molecular Behavior) เป็นพฤติกรรมที่ไม่สามารถสังเกตได้โดยตรงต้องใช้เครื่องมือวัด เช่น เครื่องมือวัดการเต้นของหัวใจ การวัดคลื่อนสมอง การวัดน้ำตาลในเส้นเลือด
พฤติกรรมภายใน (Covert Behavior) หมายถึงพฤติกรรมที่ไม่สามารถสังเกตได้โดย ตรงและไม่สามารถใช้เครื่องมือวัดได้แต่ต้องใช้ภาวะสันนิษฐาน( Hypothetical Construct) จาก พฤติกรรมภายนอก เช่นความเครียด วัดได้จากมือสั่น ไม่พูดไม่จา เขามาที่ทำงานแต่เช้า กลับมืด งานเสร็จเรียบร้อยดีทุกอย่างก็สรุปว่าเขาขยัน เอาใจใส่ในงาน เราพิจารณาพฤติกรรมภายนอก เพื่อสรุปว่าพฤติกรรมภายในเป็นอย่างไร การสรุปพฤติกรรมภายในเป็นสิ่งที่ควรระวังให้มาก เพราะโอกาสผิดพลาดเกิดขึ้นได้มาก นักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยมไม่ยอมรับวิธีการศึกษานี้ แต่จะให้ความสำคัญของพฤติกรรมภายนอกที่สามารถสังเกตได้อย่างชัดเจนมากกว่า
มนุษย์เกิดพฤติกรรมได้อย่างไร มีแนวคิดในเรื่องดังนี้
1.พฤติกรรมเกิดจากการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย แรงขับต่างๆจะไปกระตุ้น ให้ร่างกายแสดงพฤติกรรม
2. พฤติกรรมเกิดจากความคิดความเข้าใจ การคิดเป็นตัวกำหนดพฤติกรรม ถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต้องเปลี่ยนการคิดของบุคคล
3.พฤติกรรมเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผลของการกระทำ ถ้าได้สิ่ง ที่พอใจจะทำให้มีพฤติกรรมนั้นสูงขึ้น
4.พฤติกรรมเกิดจากการเลียนแบบพฤติกรรม
ความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับพฤติกรรม
ในการศึกษาจิตนั้นมีความยุ่งยากพอควรวิธีการศึกษาก็ขาดความตรงและความเที่ยง ซึ่ง ต่างกับวิธีการศึกษาพฤติกรรมมาก การศึกษาจากข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับพฤติกรรม นั้น นักจิตวิทยาศึกษาจิตโดยการอ้างอิงพฤติกรรมที่แสดงออกแล้วอธิบายถึงสภาพทางจิตใจ เช่น มาทำงานแต่เช้า ไม่เคยขาดงาน ปริมาณและงานที่ทำออกมาตรงตามกำหนดไว้ แสดงว่าผู้นั้น เป็นผู้มีความรับผิดชอบ
คนที่ตอบข้อสอบได้คะแนนสูงในทุกวิชา แสดงว่าบุคคลนั้นมีสติปัญญาสูง
คนที่แสดงคำพูดที่แปลกๆใหม่แสดงว่ามีความคิดสร้างสรรค์
จะเห็นได้ว่าพิจารณาพฤติกรรมภายนอกและแปลความสภาพจิตใจ
ในทัศนะของกลุ่มปัญญานิยม เชื่อว่าจิตเป็นตัวกำหนดพฤติกรรม ดังนั้นถ้าจะเปลี่ยน แปลงพฤติกรรมจะต้องเปลี่ยนที่จิตก่อน นั้นคือต้องมีการจูงใจ มีการสร้างทัศนคติ การโฆษณา ชวนเชื่อ จะทำให้เกิดพฤติกรรมที่ต้องการได้
ในทางกลับกัน ผลของการแสดงพฤติกรรมทำให้เกิดสภาพทางจิตได้ เช่นพูดหน้าชั้น เรียนแล้วมีผู้ฟังนั้งฟังอย่างสงบ สนใจในเรื่องที่พูด ปรบมืออย่างเกรียวกราวแสดงถึงความสำเร็จของผู้พูด ก็จะส่งผลให้เกิดความดีใจ ความปิติ ความตื่นเต้น ความสุข
ดังนั้นจิตและพฤติกรรมจึงมีความสัมพันธ์กันไม่ว่าสิ่งใดจะเป็นเหตุที่มาก่อนก็ตาม
วิธีการศึกษาพฤติกรรม
วิธีการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์เพื่อให้ได้ความรู้อย่างเชื่อถือได้นั้นเป็นเรื่องที่มีความ สำคัญเพราะจะนำไปสู่เป้าหมายที่สำคัญได้แก่การอธิบาย (Explain) การทำนาย (Predict)และ การควบคุมพฤติกรรม ( Control) สิ่งที่ต้องคำนึงถึงการใช้วิธีการใดในการศึกษาพฤติกรรม มนุษย์คือวิธีการนั้นจะมีความตรง (Validity ) ซึ่งหมายถึงวิธีการนั้นสามารถวัดหรือกำหนดสิ่งที่ วัดได้อย่างถูกต้องตามเนื้อแท้ อีกประการหนึ่งคือความเที่ยง (Reliability ) หมายถึงความ สอดคล้อง ความคงที่ของสิ่งที่วัดหรือศึกษาไม่เปลี่ยนไปมา วิธีการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์โดย ทั่วไปมีดังนี้
1.การรายงานตนเอง (Self report ) เป็นวิธีการที่ให้ผู้ที่มีประสบการณ์หรือมีความรู้สึก นึกคิด อารมณ์ รายงานความคิดออกมา แล้วผู้ศึกษาจะนำคำรายงานเหล่านั้นมาทำการวิเคราะห์ พฤติกรรมต่อไป ซึ่งมีวิธีการดังนี้
1.1. การคิดออกเสียง ( Think aloud) เป็นการให้ผู้คิดรายงานความคิดและการกระทำ ในขณะแก้ปัญหา ซึ่งสามารถทำได้ทั้งขณะมีกิจกรรมนั้น หรือหลังจากเสร็จกิจกรรมนั้นก็ได้ ( Garner ,1988 ;63-74 ) ในการศึกษากระบวนการคิดมักใช้วิธีนี้ เช่นให้นักคณิตศาสตร์รายงาน การคิดขณะแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ว่าทำอย่างไรตั้งแต่ได้รับโจทย์ปัญหาจนถึงการตอบปัญหาท้าย สุด ทำให้ทราบกระบวนการแก้ปัญหา การคิดอื่นก็เช่นกัน เช่น ความคิดสร้างสรรค์ วิธีการนี้มี สิ่งที่ทำให้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงได้ เช่น การปิดบัง การลืม และการไม่รู้ตัวทำให้รายงาน ไม่ครบ
1.2.การสัมภาษณ์ ( Interview ) เป็นการศึกษาพฤติกรรมของบุคคลจากการสนทนาที่มีจุดหมายระหว่างผู้ถูกสัมภาษณ์และผู้สัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์ต้องเตรียมการมาเป็นอย่างดีว่าจะ สัมภาษณ์อะไร อย่างไรจึงจะได้ข้อมูลเพียงพอในการประเมินพฤติกรรม วิธีการสัมภาณ์เป็นวิธี การหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการศึกษาพฤติกรรม (Banyard ,1994;30)
1.3 การใช้แบบสอบถามและการสำรวจ (Questionaires and Surveys) เป็นการศึกษาพฤติกรรมของบุคคลที่มีจำนวนมากและสามารถได้คำตอบอย่างรวดเร็วและประหยัดค่าใช้ จ่าย การใช้แบบสอบถามและการสำรวจจึงต้องให้ความสำคัญของแบบสอบถามและแบบสำรวจ ให้มากว่าผู้ตอบตอบตามความจริง อยากตอบและที่สำคัญคือการได้รับคืนของแบบสอบถามนั้น การเก็บข้อมูลตัวต่อตัว (fact to face) จะคล้ายกับการสัมภาษณ์ทำให้สิ้นเปลืองทั้งเวลาและค่าใช้ จ่าย การเก็บข้อมูลโดยกำหนดกลุ่ม วันเวลานัดหมายไว้ (Handout questioaires) ทำให้ได้ข้อมูล เร็ว การส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์ (Postal questionaires) มีโอกาสได้รับคืนน้อยมาก ส่วน การเก็บข้อมูลโดยทางโทรศัพท์ (Telephone questionnaires) ทำให้ได้ข้อมูลเร็วและทันการณ์มาก ที่สุด(Banyard ,1994;25) แบบสอบถามหรือแบบสำรวจที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็น
1. แบบสอบถามปลายเปิด –ปลายปิด
2. มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale)
3. การจัดอันดับ (Order Scale)
ในการเก็บข้อมูลจะต้องเก็บจากกลุ่มตัวอย่าง (Sample) ให้มากพอและมีวิธีการเลือก อย่างไรที่จะเป็นตัวแทนที่ดีของประชากร (population)ได้
2.การสังเกต (Observation) เป็นการศึกษาพฤติกรรมที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เพราะเป็นวิธีการที่มีความชัดเจน ตรงไปตรงมาและได้รับการพัฒนาในเทคนิควิธีมากจึงได้รับ การยอมรับและกำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในกลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behavioism)
วิธีการสังเกตพฤติกรรม เป็นการเฝ้าดูพฤติกรรมเป้าหมายของบุคคลว่าเป็นอย่างไร มีความถี่ ความยาวนานของพฤติกรรมนั้นแค่ไหน ดังนั้นการสังเกตพฤติกรรมจึงต้องกำหนดพฤติกรรมให้มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมเป็นอันดับแรก Kazdin (อ้างจากประเทือง ภูมิภัทราคม ,2535:83-93) ได้อธิบายถึงวิธีการสังเกตดังนี้
1.การสังเกตพฤติกรรมเป็นความถี่ เป็นการสังเกตจำนวนครั้งของการเกิดพฤติกรรม เป้าหมายในช่วงเวลานั้น
2.การสังเกตพฤติกรรมแบบเป็นชั้นพวกที่เป็น 2 ขั้ว เช่น ถูก – ผิด ทำ – ไม่ทำ เช่น พฤติกรรมคุยกับเพื่อน
3.การสังเกตพฤติกรรมเป็นจำนวนบุคคล เช่นจำนวนบุคคลที่ขับรถไม่ถูกกฎจราจร
4.การสังเกตพฤติกรรมเป็นช่วงเวลาในการเกิดพฤติกรรม เป็นการสังเกตว่าพฤติกรรมที่ เราสังเกตเกิดขึ้นนานเท่าไร เช่น การอ่านหนังสือ การทำการบ้าน
ปัจจัยที่กระทบต่อการสังเกต (สมโภช เอี่ยมสุภาษิต,2539: 63-64)
1.สภาพการณ์และสถานที่ที่สังเกตพฤติกรรม
2.จำนวนครั้งที่สังเกต
3.ความยาวนานของเวลาที่ใช้ในการสังเกต
4.วัน เวลาในการสังเกตพฤติกรรม
ในการสังเกตพฤติกรรมในบางครั้งไม่สามารถทำได้ในสภาพการณ์ปกติเพราะพฤติ กรรมที่ต้องการเกิดขึ้นได้ยาก อาจใช้วิธีการทางคลีนิคได้คือสร้างเหตุการณ์ให้เกิดขี้นแล้วสังเกต พฤติกรรม
3.แบบทดสอบ (Psychometrics) เป็นเครื่องมือที่สร้างขึ้นมาเพื่อวัดคุณลักษณะทางจิต ดัง นั้นจึงต้องมีแบบทดสอบที่ได้มาตรฐาน มีทฤษฎีรองรับ ผ่านการวิเคราะห์ทั้งเนื้อหาและ กระบวนการวัดผลมาแล้วเป็นอย่างดี โดยเฉพาะความตรง ความเที่ยง และการแปลความจาก คะแนนที่ได้ อีกสิ่งหนึ่งที่มีผลต่อการใช้แบบสอบวัดคือวิธีการดำเนินการสอบ อันจะทำให้ได้ ข้อมูลที่มีความถูกต้องมากขึ้น แบบสอบวัดที่ใช้มากได้แก่
1.แบบทดสอบวัดความสามารถ
2.แบบทดสอบวัดความสนใจ
3.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
4.แบบทดสอบวัดบุคลิกภาพ
5.แบบทดสอบวัดความถนัด
6.แบบทดสอบวัดการคิด
4.วิธีการทดลอง (Experiments) เป็นการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ในลักษณะความสัมพันธ์ ตามเหตุผล โดยผู้ศึกษาจะต้องสร้างสถานการณ์สิ่งที่จะศึกษาให้เกิดขึ้นเพื่อดูความเป็นเหตุเป็น ผล สิ่งที่เป็นเหตุเรียกว่าตัวแปรต้น (Independent variables) เป็นตัวแปรที่สร้างขึ้นมา เพื่อดูว่าส่ง ผลต่อตัวแปรตาม (Dependent Variables ) อย่างไร
ผู้วิจัยจะต้องตั้งสมมุติฐานก่อนแล้วจึงทำการทดลอง เช่นต้องการศึกษาว่าเสียงเพลง เบาๆในร้านศูนย์การค้ามีผลต่อการขายสินค้า ผู้ศึกษาตั้งสมมุติฐานว่า เสียงเพลงในศูนย์การค้า จะทำให้ขายสินค้าได้มากกว่าไม่มีเสียงเพลง
ตัวแปรต้นได้แก่เสียงเพลง ( แบ่งเป็นมีเสียงกับไม่มีเสียง)
ตัวแปรตามได้แก่จำนวนเงินที่ขายสินค้า
การสร้างสภาพการณ์โดยหาร้านค้าที่ขายของคล้ายกัน ทำเลพอๆกัน 2 ร้าน ร้านที่ 1 เปิดเพลงเบา ร้านที่ 2 ไม่เปิดเพลง ใช้เวลาสักระยะหนึ่ง แล้วตรวจสอบจำนวนเงินที่ขายสินค้าแล้ว นำมาเปรียบเทียบกัน ถ้าหากร้านที่ 1 ขายสินค้าได้มากกว่าร้านที่ 2 แสดงว่าการเปิดเพลงเบาๆ มี ผลต่อการขายสินค้า
อย่างไรก็ตามอาจมีข้อโต้แย้งได้ในเรื่องของการควบคุมตัวแปรอื่นที่เขามาสอดแทรกอัน จะทำให้ผลการทดลองหาข้อสรุปไม่ได้เต็มที่นัก เช่น หาร้าน 2 ร้านที่มีสภาพพอๆกันได้อย่างไร
วิธีการทดลอง เป็นการศึกษาพฤติกรรมที่นิยมมากในกลุ่มที่ต้องการอธิบายพฤติกรรม เชิงเหตุผล และเป็นไปในเชิงวิทยาศาสตร์ นำไปใช้ในเรื่องของการปรับพฤติกรรม การเรียนการสอน การบริหารจัดการในธุรกิจ การโฆษณา
แนวคิดของนักจิตวิทยาในการศึกษาพฤติกรรม
กลุ่มชีวภาพ ( Biological Model) กลุ่มนี้มีแนวคิดว่าพฤติกรรมมนุษย์เป็นการทำงาน ทางด้านอวัยวะต่างๆในร่างกาย เช่น ระบบประสาท รวมทั้งความสัมพันธ์ของระบบต่างๆในร่าง กาย ที่มีความซับซ้อน เช่น ความเครียด ก็จะอธิบาย ในเชิงชีววิทยา เป็นการเปลี่ยนแปลงทาง ด้านเคมีชีวในสมอง (Feldman ,1994:14)
กลุ่มจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) ผู้นำกลุ่มนี้คือ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)
จิตแพทย์ชาวออสเตรีย มีความเห็นว่าจิตใต้สำนึกที่มนุษย์เก็บกด ไว้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม วิธีการศึกษาจะใช้วิธีการระบายคำพูดออกมาโดยเสรี (Free association) แล้วนำคำพูดนั้นมาวิเคราะห์ วิธีการของฟรอยด์ไม่เป็นวิทยาศาสตร์แต่เป็นความชำนาญเฉพาะตัวในการแปลความพฤติกรรมฟรอยด์ยังได้กำหนดพัฒนาการทางเพศของมนุษย์ไว้ 4 ขั้นตอน การศึกษาพลังที่ทำ ให้เกิดพฤติกรรมได้แก่ id ได้แก่ความต้องการ ความอยาก ego คือพฤติกรรมที่แสดงออกเพื่อ ตอบสนอง id ส่วน superego เป็นตัวคุณธรรม คอยควบคุม id และ ego ให้อยู่ในภาวะสมดุล
กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) ผู้นำในกลุ่มนี้คือ จอห์น บี วัตสัน (John B.Watson เกิด 1878 ตาย1958) สกินเนอร์ ( Skinner) แนวคิดกลุ่มนี้มีความเชื่อพื้นฐาน ว่าสิ่งที่ ควรศึกษาทางจิตวิทยาคือพฤติกรรมที่สามารถสังเกตได้อย่างชัดเจนหรือไม่ก็มีเครื่องมือตรวจ สอบได้มิใช่การศึกษาจิตที่อยู่ภายในโดยวิธีการเพ่งพินิจภายใน (Introspection) และต้องศึกษา โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์จึงเน้นที่วิธีการทดลองและการสังเกตอย่างมีแบบแผน แนว คิดนี้ทำให้การศึกษาพฤติกรรมมนุษย์เจริญก้าวหน้าและยอมรับมากขึ้น ซึ่งพอสรุปย่อได้ดังนี้ (กันยา สุวรรณแสง 2540: 33)
1.กลุ่มพฤติกรรมนิยมปรับปรุงทั้งวิธีการศึกษาและเนื้อหาของการศึกษาพฤติกรรม มนุษย์เพื่อให้เป็นวิทยาศาสตร์เหมือนศาสตร์แขนงอื่น
2.มุ่งศึกษาพฤติกรรมที่สังเกตได้หรือสามารถวัดได้
3. ยอมรับวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นวิธีการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์
4.อธิบายพฤติกรรมมนุษย์เชิงเหตุผลโดย เชื่อว่าพฤติกรรมต้องมีสาเหตุ จึงมุ่งที่จะหา ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองภายใต้สถานการณ์หนึ่ง
5.ไม่ยอมรับวิธีการศึกษาจิตโดยการพินิจภายในหรือรายงานความรู้สึกของตนเอง ซึ่ง ขาดความเชื่อถือและตรวจสอบความถูกต้องได้ยาก
6.มุ่งเน้นศึกษาพฤติกรรมโดยเฉพาะ
7.ยอมรับข้อมูลที่ได้จากระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น
กลุ่มพฤติกรรมนิยมได้รับความนิยมมากและนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน วงการธุรกิจ การปรับพฤติกรรม ฯลฯ จนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ดีกลุ่มนี้ได้ถูกมองว่าเห็นมนุษย์เป็น เครื่องจักรเกินไป และการปฏิเสธจิตเป็นการค้านกับความรู้สึกของคนโดยทั่วไป
กลุ่มปัญญานิยม (Cognitivism) แนวคิดของกลุ่มปัญญานิยมเห็นว่าการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ต้องศึกษาจากกระบวนการคิดในสมองซึ่งเป็นตัวสั่งการให้เกิดพฤติกรรม (Marx 1987403-404) โดยเฉพาะการ จัดระบบการรับรู้ การคิด ถ้าหากต้องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมก็จะต้องเปลี่ยนความคิดของ มนุษย์เสียก่อน ดังนั้นเนื้อหาการศึกษาของกลุ่มจะเป็นเรื่องของการรับรู้ กระบวนการคิด การแก้ปัญหา ทัศนคติ การจูงใจ
วิธีการศึกษาของกลุ่มนี้จะเป็นการรายงานความคิดของตนเองออกมาเพื่อนำมาสร้างขั้นตอนต่างๆของการคิด เช่น ขั้นตอนการคิดแก้ปัญหา
กลุ่มนี้พยายามที่จะอธิบายพฤติกรรมมนุษย์ในรูปแบบของการประมวลข่าวสาร (Information Processing Model ) โดยพยายามสร้างโปรแกรมการทำงานของคอมพิวเตอร์เลียน แบบการทำงานของสมอง ที่เรียกว่าสติปัญญาเทียม ซึ่งมีความก้าวหน้ามาก พอควร อย่างไรก็ ตามเป็นเรื่องที่มีความยากที่จะสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์เลียบแบบการทำงานของสมองมนุษย์ ซึ่งมีความสลับซับซ้อนได้
ผู้ที่มีแนวคิดนี้ได้แก่นักจิตวิทยากลุ่มเกสตัลต์ (Gestalt Psychology) ที่ได้ศึกษาการรับรู้ การแก้ปัญหาด้วยการหยั่งเห็น (Insight)
กลุ่มมนุษย์นิยม (Humanism) ผู้นำกลุ่มนี้ได้แก่ คาร์ล อาร์ โรเจอร์ (Carl R. Rogers) และ อับราแฮม เอช มาสโลว์ (Abraham H. Maslow) กลุ่มนี้มีแนวคิดดังนี้
(กันยา สุวรรณแสง 2540: 42-43)
1.มนุษย์มีความรู้สึก มีความคิด มีจิตใจมีความต้องการความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจ ซึ่งเป็นของตนเองเป็นจิตที่เป็นอิสระ (Freewill)ที่จะทำอะไรได้ตามที่ตนกำหนด
2. มนุษย์พยายามรู้จักและยอมรับในความคิดและการตัดสินใจของตนเอง
3.มนุษย์ทุกคนมุ่งความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ของตนเอง
4. มนุษย์ควรมีสิทธิ์อย่างเต็มที่ที่จะคิด กระทำตามประสบการณ์ของตนเองได้
5.วิธีการแสวงหาความรู้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่าความรู้หรือข้อเท็จจริง
จะเห็นได้ว่าแนวคิดของกลุ่มนี้ให้คุณค่าความเป็นมนุษย์มากโดยเฉพาะความเป็นอิสระที่จะกระทำและความรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองตัดสินใจ โดยมองว่ามนุษย์มีแต่สิ่งที่ดีงามอยากทำความดี

บรรณานุกรม

กันยา สุวรรณแสง . 2540. จิตวิทยาทั่วไป . กรุงเทพฯ : บริษัทรวมสาส์นจำกัด .
เฉก ธนะสิริ . 2536 . ธรรมชาติของชีวิต . กรุงเทพฯ : บริษัทยูโรปา เพรส จำกัด .
ชัยพร วิชชาวุธ. 2525. มูลสารจิตวิทยา . . กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ธีระ อาชีวะเมธี . 2521 . ปรัชญาจิตวิทยา . กรุงเทพฯ : บริษัทศึกษิตสยาม .
ประเทือง ภูมิภัทราคม . 2535 . การปรับพฤติกรรม : ทฤษฎีและการประยุกต์ . ปทุมธานี : ฝ่าย
เอกสารตำรา วิทยาลัยครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ .
วไลพร ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม . จิตวิทยาพุทธศาสน์ . ภาควิชามนุษย์ศาสตร์ คณะสังคม
ศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล .
วิทย์ วิศทเวทย์ . 2531 . ปรัชญาทั่วไป . กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์ .
Baron,R.A. 1966. Essentials of Psychology . Boston : Allyn and Bacon.
Banyard, P. and Hayes, N. 1994. Psychology : Theory and Application . London : Chapman &
Hall.
Feldman, R.S. 1994. Essentials of Understand Psychology . New York : McGraw-Hill.
Goleman, D. 1995. Emotional Intelligence . New York : Bantam Book .
Marx, M.H. 1988. System and Theories in Psychology . New York : McGraw-Hill Company.
Shaver, K.G. and Tarpy, R.M. 1993. Psychology . New York : MacMillan Publishing Company.


&&&&&&&&&&